จากกระแสการแบนภาพโปรโมทอีเวนท์จำหน่ายสินค้าร่วมกับการ์ตูนชื่อดัง มาสคอตสาวจากเมืองที่มีตำนานเรื่องเสามนุษย์ ออกมาแสดงความเห็นใจ

ครั้งหนึ่ง ตัวละครมาสคอตสไตล์โมเอะที่ถูกออกแบบให้อยู่ในลักษณะของเด็กหญิง หรือหญิงสาว เคยได้รับความนิยมจนแพร่หลายไปอยู่ในหลายส่วนของวัฒนธรรมญี่ปุ่น อย่างเช่นตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือบนสินค้าต่าง ๆ ทว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้เองก็มีเหตุการณ์ที่จุดประกายความสงสัยหนึ่งขึ้นมาเกี่ยวกับวัฒนธรรมนี้ จนกลายเป็นคำถามว่า “เรายังจำเป็นต้องมีมาสคอตสาวน้อยโมเอะอยู่อีกหรือ?”

อย่างกรณีล่าสุดกับดราม่าภาพประกอบกิจกรรมส่งเสริมการขายส้มของเมืองนุมาซุ จังหวัดชิซุโอกะ กับทาง Love Live! ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงเมืองกุโจ จังหวัดกิฟุ ที่มี Oyashi-chan มาสคอตสาวน้อยโมเอะประจำท้องถิ่นอย่างไม่เป็นทางการ และเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ดังปรากฏในทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของมาสคอตตัวนี้

“ได้ข่าวมาว่ามีการร้องเรียนอย่างรุนแรงเกี่ยวกับภาพวาดเด็กผู้หญิง น่าเศร้าจังเลยเนอะ ฉันเองก็เคยมีประสบการณ์ฝังใจแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน การที่ต้องกลายเป็นอะไรที่มันไม่เป็นทางการ ไม่มีใครรู้จัก จนถูกสลับออกมาจากใบปลิวโปรโมทปราสาท ทั้ง ๆ ที่ใส่ชุดแบบดั้งเดิมเรียบร้อยแล้วนะ…”

ภาพประกอบทวิตดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงใบปลิวในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นแบบทางด้านซ้าย ที่มีภาพของโอยาชิจังปรากฏอยู่ด้วย ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบด้านขวามือ เป็นภาพของครอบครัวที่หน้าตาแลดูเหมือนกำลังเทคยาลดเครียดก่อนมาเที่ยวปราสาท ซึ่งตัวโอยาชิจังก็ได้บอกเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน

ถึงจุดนี้คงต้องอธิบายก่อนว่าจุดกำเนิดของโอยาชิจัง คือ “ฮิโตบะชิระ (人柱)” หรือ “เสามนุษย์” ที่เกิดจากการนำมนุษย์เป็น ๆ ฝังลงไปใต้ดินเพื่อเป็นรากฐานของอาคารสำคัญ ๆ อย่างเช่นปราสาท หรือสะพาน เมื่อหลายศตวรรษที่แล้ว โดยหวังจะให้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ มีปราสาทในญี่ปุ่นหลายแห่งที่ถูกเชื่อว่ามีเสามนุษย์อยู่ด้านล่าง หนึ่งในนั้นคือปราสาทกุโจ ฮะจิมัง ที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1559

แม้จะเสียชีวิตมาแล้วกว่า 400 ปี แต่เธอก็ยังมีรายการวิทยุเป็นของตัวเอง ด้วยความร่วมมือจากทาง Konami

ในตอนที่ตัวมาสคอตโอโยชิจังถูกสร้างขึ้น ผู้วาดได้รับงานออกแบบตัวละครโมเอะที่สื่อถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเป็นเมืองกุโจ กับกุโจฮะจิมัง เพื่อเผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ มีนักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมาหารือ เพื่อทำวิจัยว่าควรเพิ่มอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ลงไปบนภาพลักษณ์ของโอโยชิจัง

แม้เรื่องเสามนุษย์ใต้กุโจฮะจิมังนั้นจะเป็นเพียงตำนาน ไม่ใช่เรื่องจริง กระนั้นเรื่องราวความเป็นมาและประวัติศาสตร์ก็ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านทางตัวมาสคอตโอโยชิจัง โดยไม่มีเรื่องเพศหรือมุกตลกขบขันแทรกมาเลยแม้แต่น้อย

การเปิดตัวครั้งแรกของเธออยู่บนใบปลิวข้างต้น แต่ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะออกเผยแพร่สู่สาธารณะ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลท้องถิ่นกลับไม่อินด้วยกับโมเอะ จึงสั่งให้มีการทำลาย และงดเผยแพร่ภาพของเธอออกไป ด้วยความกังวลว่าจะถูกนำไปทำเรื่องเสียหาย เกิดเป็นความไม่เคารพให้เกียรติกัน

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ตายไปแล้วไม่สามารถถูกฆ่าได้อีกซ้ำสอง ตัวตนของโอโยชิจังจึงหลบหนีเข้าสู่โลกออนไลน์ และยังคงมีชีวิตผ่านทางการทำหน้าที่โปรโมทเมืองกุโจมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความรักที่มีต่อท้องถิ่นแห่งนี้ล้วน ๆ อย่างเช่นทวิตโปรโมทไก่แปรรูป สินค้าท้องถิ่นจากเมืองกุโจ เป็นต้น

มาสคอตโมเอะอย่างโอโยชิจัง และอีกหลายกรณีอาจไม่ใช่เพียงแค่การวาดขึ้นโดยมีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม แต่สำหรับผู้สร้างสรรค์มาสคอตเหล่านี้แล้ว พวกเธอเป็นสิ่งที่วิเศษมาก หลายกรณีที่มาสคอตเหล่านี้เกิดขึ้นจากความรักและความเข้าใจในที่มาของมันเป็นอย่างมาก หากผู้ออกแบบโอโยชิจังเลือกมองทุกคำเตือนให้เป็นการปรับปรุง แทนที่จะโละทุกอย่างทิ้งไป ก็อาจจะมีโอกาสได้แก้ไขรายละเอียดต่าง ๆ ที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมออกไปได้

กลับกัน หน่ายงานที่จ้างให้พวกเขาสร้างมาสคอตเหล่านี้ขึ้นมามักแสดงความไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น และกลบฝังพวกเอาไว้ภายใต้เหตุผลที่ว่าพวกเขากลัวกระแสตอบกลับแง่ลบเมื่อสิ่งที่สร้างมาถูกเผยแพร่ออกไป ซึ่งในความเป็นจริงมันก็มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นเลยได้อยู่เหมือนกัน

และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

Source: Twitter/@oyoshi_gujo via SoraNews24