สัมภาษณ์จากรายการแนววาไรตี้ แต่คำตอบกลับฟังดูมีความหวัง จนอดสงสารเพราะความเป็นจริงที่ตรงกันข้ามไม่ได้

ในญี่ปุ่นมีรายการโทรทัศน์ช่วงเย็นวันจันทร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงรายการหนึ่ง ที่ชื่อว่า “YOU wa Nani Shi ni Nippon e?” หรือแปลตรง ๆ ได้ว่า “ทำไมคุณถึงมาที่ญี่ปุ่น”

รายการนี้ดำเนินรายการโดยคุณชิทาระ โอซามุ และคุณฮิมุระ ยูคิ หรือก็คือคู่หูดาวตลก “Bananaman” นั่นเอง โดยรายการนี้จะออกไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวญี่ปุ่น โดยมักจะเลือกไปสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่พึ่งเดินทางมาถึง ณ เทอมินอลขาเข้าของสนามบินด้วยคำถามที่ว่า “ทำไมคุณถึงมาที่ญี่ปุ่น?”

ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาออกอากาศนั้นก็มันจะได้คำตอบน่าประหลาดใจออกมาให้ได้ชมกันเสมอ ๆ เรียกได้ว่าคัดมาอย่างดีไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่ตอบธรรมดาอย่างมาเพื่อชมวิวแน่นอน และเมื่อไม่กี่ตอนที่ผ่านมาทางรายการก็ได้ไปพบกับนักท่องเที่ยวผู้น่าสนใจรายหนึ่งที่บอกว่ามาเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อที่จะมาคาบุกิโจ เนื่องจากเขาอยากที่จะมาสัมผัสประสบการณ์ในย่านแห่งนี้ ณ โตเกียวที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าหลงใหลผ่านเกมซีรีส์ Yakuza ของค่าย SEGA

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ชื่อว่า @masososo_ได้ชมรายการตอนนี้ และรู้สึกชอบไอเดียที่ใครสักคนมาเที่ยวญี่ปุ่นไกลจากต่างแดนเพียงเพื่อความตั้งใจที่จะมาสัมผัสโลกที่ถูกถ่ายทอดผ่านเกม Yakuza เขาได้ทวีตเรื่องราวของนักท่องเที่ยวคนนี้พร้อมกับภาพจากรายการที่ในตอนนี้ได้กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์เรียบร้อยแล้ว

นักท่องเที่ยวคนนี้มาไกลจากเกาะมาตินิคในฝรั่งเศสซึ่งอยู่ทางตะวันออกของทะเลแคริบเบียน และเขาได้บอกกับผู้สัมภาษณ์ว่ามันไม่มีย่านบันเทิงใหญ่ ๆ แบบคาบุกิโจบนเกาะเล็ก ๆ ของเขาเลย

“ผมอยากจะมาเห็นคาบุกิโจของจริง ถึงแม้จะกลัวอยู่หน่อย ๆ แต่ผมก็อยากจะลองไปที่นั่น”

ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทางผู้สัมภาษณ์ก็ได้สอบถามว่าเขาจะยินดีให้ทีมงานได้ติดตามไปในการเดินทางครั้งนี้ของเขาด้วยไหม ซึ่งเขาก็ยินดี และได้ออกมุ่งหน้าไปยังคาบุกิโจทันที เขาได้กลับมาพบกับทีมงานอีกครั้งที่สถานีชินจูกุพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่เขาได้บอกกับทีมงานว่าเขารอมา 10 ปีเพื่อที่จะได้มาเห็นคาบุกิโจด้วยตาตนเอง

และเมื่อพวกเขาค่อย ๆ มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย ตาของชายคนนี้ก็ส่องประกายเมื่อมาถึงซุ้มประตูสีแดงซึ่งเป็นทางเข้าสู่คาบุกิโจ และเมื่อผ่าประตูนั่นเขาก็มองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกตื้นตันพร้อมกับบอกทีมงานว่าที่นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับร้านที่เขาเห็นในเกมจริง ๆ เลย

เมื่อเดินกันไปได้สักพักเขาก็เข้าไปยังร้านเกมอาเขตที่เขาได้ลองเล่นตู้คีบเพื่อจะเอาตุ๊กตาโปเกมอพิชูให้ได้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปลองชิมโอโคโนมิยากิเป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นเมนูที่เขาจำได้จากในเกมเช่นกัน

ความรู้สึกยินดีที่ได้มาลองสัมผัสทุกสิ่งในย่านที่เขาหลงใหลนี้วนเวียนไปเรื่อย ๆ และยิ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนคาบุกิโจแห่งนี้ก็ยิ่งดูเหมือนในเกม Yakuza ยิ่งขึ้นไปอีก หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่หายไปอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือ “ยากูซ่า” นั่นเอง

ในรายการเราจะได้เห็นนักท่องเที่ยวคนนี้เดินมองหายากูซ่าตามถนนต่าง ๆ พร้อมกับบอกว่า “ในเกมมีคนสู้กันแถวนี้ตลอดเวลาเลย” เมื่อผ่านไปได้สักพักเขาก็ได้หันไปถามกับทีมงานว่า “ยากูซ่าอยู่ที่ไหน?”

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่คำถามที่ทีมงาน หรือประชากรปกติของญี่ปุ่นจะตอบได้ง่าย ๆ เพราะยากูซ่าเป็นองค์กรที่ทำงานอยู่ในสังคมเบื้องหลัง และไม่ได้ออกมาตีกันกลางย่านคาบุกิโจ เหมือนที่เห็นกันในเกม Yakuza

แต่ราตรีนั้นยังอีกยาวไกล และยังคงมีความสนุกรอให้นักท่องเที่ยวคนนี้ได้ไปพบอีกมากในคาบุกิโจ เขาจึงได้ขอแยกตัวกับทีมงานพร้อมกับโบกลา และบอกกับทีมงานว่า “ผมอยากจะลองหาผู้คนที่ดูหน้าตาน่ากลัวกว่านี้อีกสักหน่อย”

ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาได้พบกับคนท่าทางน่ากลัวที่เขาตามหาหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เหมือนการท่องเที่ยวของเขาก็จะจบลงอย่างปลอดภัย อย่างที่เห็นได้บนอินสตาแกรมของเขาที่โพสท์ว่าเดินทางกลับจากญี่ปุ่นอย่างปลอดภัยไปตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว

ผู้คนในญี่ปุ่นมากมากมายรู้สึกหลงใหลในเรื่องราวของชายจากเกาะมาตินิคคนนี้อย่างมาก และได้ทิ้งคอมมเมนท์ได้มากมาย

“ฉันอยากเห็ฯชายคนนี้กลายเป็นตัวละครในเนื้อเรื่องรองของเกม Yakuza ภาคหน้าจัง”
“นี่มันเจ๋งสุด ๆ”
“ผู้คนมากมายต่างมีเหตุผลอันน่าทึ่งในการเดินทางมาญี่ปุ่น”
“ฉันเองก็เดินทางไปญี่ปุ่นเพราะวิดีโอเกมเหมือนกัน ฉันเลยรู้สึกอินกับเรื่องราวของเขามาก”
“ถ้าขนาดเมดคาเฟ่ กับบัทเลอร์คาเฟ่ยังมีได้ พวกเขาก็น่าจะลองทำบาร์ยากูซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวดูบ้างนะ”
“ฉันชอบความกระตือรือร้นของเขานะ แต่ถ้าเขาได้เจอยากูซ่าตัวจริงเรื่องคงไม่จบสวย ๆ แน่”

แม้ว่าความหลงใหลต่อเกมที่พาเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ผู้คนมากมายรู้สึกเข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงเขาจะไม่ได้พบสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ก็ตาม แต่ก็นับเป็นเรื่องโชคดีที่เขาไม่ได้เจอยากุซ่าตัวเป็น ๆ ในการเดินทางเช่นกันไม่งั้นเขาอาจจะไม่ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยก็เป็นได้

Source: Hachima Kikou via Soranews24