ทันทีที่ญี่ปุ่นเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามาภายในประเทศ การกลั่นแกล้งโดยนายจ้างชาวญี่ปุ่นก็กลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพียงเพราะอีกฝ่ายมีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างจากตนเท่านั้น

ในขณะที่การคุกคามทางเชื้อชาติ อย่างเช่นการล้อเลียน ทำเหมือนตัวตลก หรือการกำหนดให้เป็นเป้าหมายของการเกลียดชังจากประเด็นเชื้อชาติที่แตกต่างกัน ถือเป็นการล่วงละเมิด และมักเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก แต่การตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ยังเป็นสิ่งที่สังคมญี่ปุ่นขาดการเรียนรู้อย่างทั่วถึง

แม้จะไม่มีกฎระเบียบหรือบทลงโทษใด ๆ กับพฤติกรรมเหล่านี้ตามองค์กรในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่ในสังคมระดับมหภาค แต่ชาวต่างชาติไม่น้อยก็เคยบ่นถึงการเลือกปฏิบัติเหล่านี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกำลังเดินหน้าไปสู่การเรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมามีผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่นมีข้อโต้แย้งว่า สถานะ “เผ่าพันธุ์หนึ่งเดียว” นั้นช่วยป้องกันไม่ให้มีการเหยียดเชื้อชาติในฝั่งตะวันตก แม้จะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อชนพื้นเมืองในอดีตอย่างเกาหลีและจีน ก็ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตั้งเป้าหมายจะเป็น แม้ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มก้าวหน้าในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับ “รายงานเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” ของเจ้าหน้าที่ U.N. คุณดูดู ดิแอน (Doudou Diene) ที่มีขึ้นเมื่อปี 2006 แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับต่อต้าน เพราะมองว่าเป็นการวิพากย์วิจารณ์ประเทศของพวกเขา

จูเลียน คีน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองโอซาก้า เป็นลูกครึ่งพ่ออเมริกันแม่ญี่ปุ่น บอกเล่าถึงความทรงจำอันเลวร้ายในตอนที่เขายังเด็ก ที่ถูกเพื่อนร่วมชั้นเรียนถามเป็นประจำว่า “เป็นฝรั่งแท้ ๆ ทำไมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้?” หรือ “เสียดายนะที่เป็นลูกครึ่ง แต่ไม่มีพรสวรรค์ด้านกีฬาเอาเสียเลย” เป็นต้น ซึ่งเจ้าตัวเกิดที่นาโกยะ และโตขึ้นมาที่ฟุคุโอกะ ก่อนจะมาที่โอซาก้า คุณคีนในวัย 30 ได้ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันในญี่ปุ่นของคนที่เป็นลูกครึ่ง และคนต่างชาติที่มีรากเหง้ามาจากต่างประเทศ

คุณคีนกล่าวว่า มันไม่ใช่ว่าเฮทสปีชที่เต็มไปด้วยอาการหยาบคายอย่างชัดเจน จะเป็นเชื้อเพลิงให้กับความไม่พอใจในกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเหยียดเชื้อชาตินั้นเป็นเรื่องที่ร้ายกาจ เป็นการทำร้ายคนอ่นด้วยอคติที่ผู้พูดก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเลวร้าย

เพื่อเน้นย้ำความจำเป็นในการสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนในประเด็นของการคุกคามทางเชื้อชาติ คุณคีนได้เสนอให้มีการหามาตรการโต้ตอบและกฎหมายรวมถึงบทลงโทษทางสังคมแก่ผู้ฝ่าฝืน อย่างน้อยก็ให้ระบุไว้ในหลักเกณฑ์การจ้างงานของแต่ละองค์กรในญี่ปุ่น

มีบันทึกอยู่ว่าในปี 2018 มีชาวต่างชาติกว่า 2.73 ล้านคนอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น และเพิ่มขึ้นอีก 170,000 คนในปี 2019 จากรายงานของกระทรวงยุติธรรม และมีชาวต่างชาติอีกว่า 30,000 ราย ที่ได้รับสถานภาพเป็นพลเมืองญี่ปุ่น ตลอด 30 ปีที่ผ่านมานี้ ในปี 2016 รัฐบาลได้ทำแบบสอบถาม และพบว่า 30% ของประชากรชาวต่างชาติที่ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายของการพูดเชิงแบ่งแยก “บ่อยครั้ง” หรือ “เป็นครั้งคราว” และอีก 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าพวกเขาได้พบเห็นการกระทำเหล่านั้นจาก “คนแปลกหน้า” ที่พวกเขาเองก็ยังไม่รู้จัก นอกจากนี้อีก 38% กล่าวว่าพวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกับผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ยันลูกน้องในที่ทำงาน หรือแม้แต่กับลูกค้าเองก็ด้วย

มีองค์กร NPO รายหนึ่งในเมืองโอซาก้า ที่ส่งเสริมการศึกษาด้วยความหวังว่าจะพัฒนาการอยูร่วมกันระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนต่างชาติ ได้ตีพิมพ์หนังสือและจัดทำวิดีโอเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจดังกล่าว และยังทำแบบสำรวจเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุกคามทางเชื้อชาติในญี่ปุ่นอีกด้วย

เทียบกับ “การคุกคามทางเพศ” และ “การคุกคามด้วยอำนาจหน้าที่” แล้ว การคุกคามทางเชื้อชาติภายในที่ทำงานนั้นมีตัวตนบางเบาในสายตาของสังคม มากกว่าสองอย่างข้างต้น ซึ่งองค์กร NPO ดังกล่าวได้เรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุขฯ ให้เพิ่มนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันการคุกคามทางเชื้อชาติ เข้าไปในร่างกฎหมายที่ให้สิทธิสตรี และมาตรการการป้องกันการล่วงละเมิด ภายในเดือนมิถุนายนนี้

เลขาธิการองค์กร NPO ดังกล่าว คุณ Moon Gong Hwi ได้บรรยายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเชื้อชาติให้กับเหล่าผู้จัดการบุคลากรจากแต่ละองค์กร ในงานสัมมนาฝึกอบรมที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานปกครองจังหวัดโอซาก้า เมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีก่อน

คุณ Moon (51 ปี) ได้กล่าวถึง “คำพูด” ในการสนทนาทั่วไปที่อยู่บนข้อสันนิษฐานว่าผู้ที่อยู่ในวงสนทนาทั้งหมดล้วนเป็นชาวญี่ปุ่น และแสดงอาการเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวต่างชาติโดยไม่รู้ตัว อย่างเช่น “คุณจะเข้าใจที่ฉันพูด เพราะพวกเราล้วนเป็นคนญี่ปุ่น” หรือในกรณีรุนแรงแบบ “ฉันเกลียดคนจีนทั้งหมด” เป็นต้น

หากเหยื่อของการคุกคามทางเชื้อชาติในองค์กรนำเรื่องราวที่ถูกคุกคามนี้ไปโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ องค์กรก็จะเสียภาพลักษณ์ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่เป็นทั้งโลก ซึ่งกรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นเป็นคดีความกันมาแล้ว ทำให้ในการสัมมนามีผู้ฟังท่านหนึ่งกล่าวสรุปว่า “เราจะต้งอมีสติมากขึ้นในการทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคน แม้แต่จะเป็นคนที่มาจากต่างรากเหง้ากัน)

ซึ่งคุณ Moon ก็ยอมรับว่าการต่อสู้ครั้งนี้กินเวลานาน และยากเย็นนัก

“มีหลายเคสที่พนักงานถูกบีบบังคับให้ย้ายบ้าน หรือแม้แต่กระทั่งต้องลาออกจากงาน หลังจากยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจากการถูกคุกคามทางเชื้อชาติ ซึ่งทุกบริษัทกำลังเจอบททดสอบว่าพวกเขาจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และฉันก็หวังว่าคนที่ได้พบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้จะกล้าออกมาส่งเสียง เพื่อยุติปัญหานี้”

Source: JapanToday