หากเป็นบริษัทที่ต้องการความมั่นคง การทำงานให้น้อยลงอย่างที่โหมโปรโมทกัน อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก

หนึ่งในคำพูดที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่มากที่สุดในวงการธุรกิจของญี่ปุ่นตอนนี้ก็คือคำว่า “hatarakikata kaikaku” หรือ “การปฏิรูปสไตล์การทำงาน” หลังจากที่แรงงานในญี่ปุ่นนั้นใช้วิธีการทำงานในสไตล์แบบดั้งเดิมมาอย่างยาวนานหลายรุ่น ในที่สุดบริษัทญี่ปุ่นก็เริ่มจะเล็งเห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เข้ากับการใช้ชีวิตในยุคนี้บ้างแล้ว

โดยจากแบบสอบถามของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์จากญี่ปุ่นอย่าง Cell Power พบว่า 65.2% จากผู้จัดการระดับกลาง 1,122 คนระบุได้ว่า การปฏิรูปสไตล์การทำงานนั้นได้เริ่มเกิดขึ้นบ้างแล้วในบริษัทของพวกเขา และเมื่อถามว่ามีการปรับเปลี่ยนใดที่เกิดขึ้นบ้าง คำตอบส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของ “การจำกัดการทำงานล่วงเวลา (OT)” (71%) และ “การกระตุ้นให้พนักงานใช้วันลาของพวกเขา” (69.7%)

ซึ่งทั้งสองเรื่องนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก อย่างที่รู้กันว่าญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องของการทำงานล่วงเวลา (ทั้งแบบที่ได้งาน หรือแบบที่ได้หน้า) และลูกจ้างไม่ยอมใช้วันหยุดเนื่องจากความกดดันหลาย ๆ ด้าน ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และจิตใจของลูกจ้างเป็นอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่คำตอบในด้านบวกเท่านั้น โดยเมื่อถามต่อไปว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเหล่านี้ผลต่อปริมาณงานของพวกเขาอย่างไรบ้าง ก็พบว่า 58.6% ตอบกลับมาว่าปริมาณงานของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ โดยแบ่งออกเป็น 40.6% ที่บอกว่างานเพิ่มขึ้น และอีก 18% ที่บอกว่างานเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

แม้บางคนอาจจะบอกว่าข้อมูลตัวเลขจากคนเป็นผู้จัดการไม่สามารถสะท้อนความรู้สึกจริงของลูกจ้างทั่วไปได้ แต่เราก็ต้องเข้าใจไว้ก่อนว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้จัดการระดับกลาง ไม่ใช่เจ้าธุรกิจหรือ CEO ที่ได้รับผลประโยชน์จากกำไรของบริษัทโดยตรง พวกเขาเองก็เป็นพนักงานคนหนึ่งเช่นเดียวกันแม้ว่าพวกเขาอาจไต่เต้าขึ้นมาจากชั้นล่างสุดได้สักหนึ่งถึงสองขั้น พวกเขาก็ยังเป็นฝ่ายที่ต้องรับแรงกดดันจากหัวหน้าของพวกเขาอยู่ดี ทำให้พวกเขารู้ดีว่า “การที่ต้องทำงานเพิ่มขึ้นเพราะการลดความรับผิดชอบของพนักงานคนอื่นลง จากการปรับลดการทำงานล่วงเวลา” นั้นเป็นอย่างไร โดยหนึ่งในผู้จัดการหญิงอายุยี่สิบกว่า ๆ ได้บอกว่า “เมื่อมีการปรับลด OT และคุมเข้มมากขึ้น จึงกลายเป็นภาระของฉันที่จะต้องมาดูแลจัดการทุกอย่าง เพื่อให้งานสำเร็จได้ในปริมาณที่เท่าเดิม” และผู้จัดการชายอายุประมาณ 50 ปีอีกรายก็บอกว่า “เพื่อที่จะให้ลูกน้องได้กลับบ้านตรงเวลา และไม่ต้องทำงานล่วงเวลา กลายเป็นว่าเป็นผมเองที่ต้องมาทำงานล่วงเวลาแต่เช้าอยู่บ่อย ๆ”

และดูเหมือนว่าปัญหาเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับบริษัทหลาย ๆ แห่ง ที่ผู้บริหารแค่สั่งการให้ปรับสไตล์การทำงานโดยไม่ได้ดูถึงความสมดุล และตกเป็นภาระของฝ่ายจัดการที่ต้องปรับการทำงานให้ลงตัวกับเวลาที่ลดลง แต่ปริมาณงานยังคงเท่าเดิม

แต่ก็แน่นอนว่าธุรกิจคือการแข่งขัน และการบอกว่า “มาทำงานให้น้อยลงกันเถอะ” ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพูดออกมาได้จากบริษัทที่ต้องการความมั่นคง และรักษาตำแหน่งงานของพนักงานทุกระดับไว้ ดังนั้นทางออกของปัญหาที่แท้จริงอาจจะเป็นการจ้างพนักงานเพิ่ม หรือเพิ่มความสามารถในการผลิตของพนักงานที่มีอยู่เดิมมากกว่า

แต่ถึงอย่างนั้นบริษัทญี่ปุ่นค่อนข้างจะคิดมากในเรื่องของการรับพนักงานเพิ่ม จากที่พวกเขาแน่ใจว่านี่คือปริมาณแรงงานที่พวกเขาต้องการในระยะยาว ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหนลูกจ้างในญี่ปุ่นก็มักจะไม่ต้องประสบกับปัญหาการเลย์ออฟ หรือเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับในหลาย ๆ ประเทศ จึงกลายเป็นว่าทางออกที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตให้กับลูกจ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายนัก เพราะการทำงานในหลายรุ่นที่ผ่านล้วนแก้ปัญหาด้วยหลักความคิดว่า “ถ้าทำไม่ทันก็แค่ให้ทุกคนช่วยกันทำงานล่วงเวลา”

แต่อย่างไรก็ดี 68.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามก็ยังเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนสไตล์การทำงานนี้เป็นเรื่องที่ดี และส่งผลในเชิงบวกต่อสถานที่ทำงาน และหวังว่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น

Source: PR Times via Soranews24