ท่ามกลางเทรนด์ภายในสำนักพิมพ์ ที่เน้นสร้างแต่การ์ตูนที่จะดังเมื่อได้เป็นอนิเม แต่เรื่องนี้มาแหวก ดังหลังอนิเมจบ

คุณนากาโนะ ฮิโรยูกิ หัวหน้าบรรณาธิการนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ได้พูดคุยกับทางนิตยสารบันเทิง Nikkei Entertainment เกี่ยวกับเทรนด์ของมังงะในปัจจุบัน และหนึ่งในหัวข้อหลักที่ถูกพูดถึงก็คือเรื่อง Kimetsu no Yaiba หรือ ดาบพิฆาตอสูร ที่ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด ทะยานสู่ความสำเร็จอย่าล้นหลามในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา

“โดยปกติแล้วมังงะจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นระหว่างที่อนิเมกำลังฉายอยู่ แต่กับเรื่องดาบพิฆาตอสูรนั้นยอดขายกลับพุ่งขึ้นหลังจากที่อนิเมฉายจบ” และเขายังได้ชี้ให้เห็นว่าผู้ชมในปัจจุบันส่วนใหญ่ดูอนิเมผ่านบริการสตรีมออนไลน์มากกว่าจะมาตามดูทุกสัปดาห์ “วิธีการที่ผู้ชมเข้าถึงอนิเมนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ผมรู้สึกได้ว่าเราได้เข้าสู่เฟสใหม่แล้ว”

คุณนากาโนะยังได้บอกอีกว่าทุกวันนี้มังงะที่ลงในจัมป์กว่าจะได้รับความนิยม ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าเมื่อก่อนมาก เรื่องดาบพิฆาตอสูรเริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2016 แต่กว่าจะดังเปรี้ยงขนาดนี้ก็ต้องถึงปี 2019 เลยทีเดียว

คุณนากาโนะได้อธิบายว่า “ปัจจุบันมีมังงะที่ถูกตีพิมพ์ และช่องทางดิจิตอลที่มากขึ้น ทำให้มีช่องทางในการหามังงะที่ถูกใจคุณเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน” “ไม่ว่ามังงะเรื่องนั้นจะยอดสักแค่ไหน มันก็จะไม่ได้ดังขึ้นมาแค่เพียงเพราะตีพิมพ์ลงในจัมป์” แม้แต่เรื่องดาบพิฆาตอสูรเองก็ได้กระแสจะการบอกปากต่อปากหลังจากที่อนิเมเริ่มฉายไป

ที่ผ่านมานิตยสารจัมป์ได้ตัดสินความนิยมของมังงะที่ตีพิมพ์ผ่านแบบสอบถามจากผู้อ่าน คุณนากาโนะบอกว่าระบบนี้ที่ใช้ในการ “ประเมินค่ากลุ่มเลือดใหม่” คือสิ่งที่ทำให้จัมป์สามารถผลิตผลงานที่ “ล้ำหน้า” ในแต่ละช่วงเวลาออกมาได้ เขายังได้บอกอีกว่าความสำเร็จของวันพีซเองก็เป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อการสร้างความนิยมใหม่ ๆ ในนิตยสารเช่นกัน เพราะนั่นเป็นการทำให้นักเขียนรุ่นใหม่มีเป้าหมายที่จะมุ่งไปให้ถึง

คุณนากาโนะบอกว่าในปีที่ผ่านมานี้จัมป์เองก็ยังมีมังงะที่ดังสุด ๆ อยู่ไม่มากนัก แม้เขาจะได้บอกว่า Chainsaw Man และ act-age เป็นเรื่องที่เขาตั้งความหวังไว้สูงก็ตาม สำหรับกอง บ.ก. ของจัมป์ เจ้าตัวก็ให้คำนิยามไว้ว่า “ความพยายามที่จะทำให้เกิดคลื่นลูกใหม่” โดยเขาได้สรุปทั้งหมดอออกมาด้วยการบอกว่าในเดือนมกราคม จัมป์ลงมังงะเรื่องใหม่ถึงสามเรื่อง แต่ “มันจะไม่เป็นจัมป์ถ้าเรื่องเหล่านั้นไม่ได้กลายเป็นเรื่องยอดนิยม”

Source: Nikkei Entertainment March 2020 Issue via ANN