ทันทีที่ร้านราเม็งแห่งหนึ่งประกาศนโยบายไม่ให้บริการชาวต่างชาติ ก็กลายเป็นประเด็นโต้เถียงในเน็ต ลามไปถึงเฮทสปีช

สถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัส หรือที่ปัจจุบันถูกตั้งชื่อเป็น COVID-19 โดย WHO แล้ว ได้เพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นขึ้นเรื่อย ๆ ก่อให้เกิดความกังวลขึ้นในหมู่ผู้อยู่อาศัย เจ้าของธุรกิจร้านรวงต่าง ๆ จนถึงขั้นต้องออกมาใช้มาตรการที่สุดโต่งอย่างการขึ้นป้ายไม่รับลูกค้าชาวจีน เป็นต้น

กระนั้น หลังจากมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัส สิ่งที่เจ้าของร้านราเม็งแห่งหนึ่งทำคือการขึ้นป้ายว่า “Japanese Only” เพื่อเป็นการบอกว่าพวกเขาจะให้บริการเฉพาะกับคนญี่ปุ่นเท่านั้น

ร้านราเม็งดังกล่าวคือร้าน Sanji ที่อุเอโนะ โตเกียว มีคุณ @sanji_kinchan หรือที่เราจะเรียกกันว่า “คินจัง” เป็นเจ้าของ ซึ่งเมื่อทวิตต้นเรื่องถูกโพสต์ลงบนโลกอินเตอร์เน็ต ก็กลายมาเป็นประเด็นพูดคุยในโซเชียลญี่ปุ่นทันที

“เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา นับแต่วันนี้เป็นต้นไปร้านเราจะ Japanese Only
ฉันมีความรับผิดชอบต้องปกป้องครอบครัว พนักงาน และซันจิจังกี้ส์ (กลุ่มแฟนคลับของทางร้าน) ของฉันเอาไว้ และเพราะนี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ จึงขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจ”

แม้จะเป็นเรื่องปกติที่เจ้าของธุรกิจขนาดกลางจะต้องให้ความสนใจกับครอบครัวของตัวเอง รวมถึงพนักงาน และลูกค้า แต่การกระทำของคินจังนี้ก็แลดูย้อนแย้ง เพราะมีรายงานว่าในญี่ปุ่นนั้น มีจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 อยู่เยอะเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และเพราะเป็นการระบาดในญี่ปุ่น จำนวนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จึงเป็นชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง ดังที่ชาวทวิตเตอร์หลายรายเห็นเรื่องราวนี้ก็แห่กันเข้ามาแสดงความเห็นพร้อมส่ายหน้า

“โรคน่ะมันไม่เลือกเชื้อชาติคนที่จะติดหรอกนะ”
“ทำแบบนี้สิ่งที่ได้มาเพียงอย่างเดียว คือการสนับสนุนการเลือกปฏิบัติชัด ๆ”
“ไม่ใช่แค่ช่างเหยียด ยังโชว์ความรู้น้อยของตัวเองอีก”
“เหยียดแต่บอกว่าตัวเองไม่เหยียด เหมือนงูบอกว่าตัวเองไม่ใช่งู ตอแหลว่าตัวเองไม่ตอแหล”
“นี่เขารู้หรือเปล่าว่าญี่ปุ่นติดไวรัสเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะ”
“ถ้าอยากจะปกป้องจริงๆ ก็น่าจะปิดร้านไปเลยนะ กล้าหรือเปล่าเหอะ?”
“ในญี่ปุ่นมีคนติดเชื้อที่เป็นคนญี่ปุ่นมากกว่าคนจีนอีก งั้นพรุ่งนี้จะเริ่มแบนคนญี่ปุ่นด้วยเลยไหม?”
“ถ้าติดเชื้อแล้วจะไปเยี่ยมร้านนายนะ ปล. เป็นคนญี่ปุ่นจ้า”
“แย่ชะมัด ไวรัสมันอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก”

พอมีคนเปิดแล้ว ชาวสวนก็ต้องมา ร้านราเม็งบางเจ้ารีบอาศัยโอกาสนี้ โฆษณาว่าร้านของพวกเขาต้อนรับชาวต่างชาติทันที

แม้กระแสตอบรับส่วนใหญ่ที่มีต่อโพสต์ของร้านคินจังนั้นจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธและประชดเสียดสี ซึ่งนั่นก็เป็นธรรมดาของโลกอินเตอร์เน็ต แต่ก็ยังมีฝ่ายที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของคินจัง โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งมาเหนือ ด้วยการแสดงความเห็นเชิงสนับสนุนร้านคินจัง ดังนี้

“ตอนนี้คนญี่ปุ่นถูกทอดทิ้งให้รับมือกับการระบาดของโรคร้ายที่กระจายไปทั่วประเทศ ฉะนั้น ในฐานะร้านอาหารควรทำตามทั้งหมดนี้ให้ทำโดยไม่กำหนดเชื้อชาติ
– คนที่เพิ่งเดินทางมาจากประเทศจีน
– คนที่ติดต่อพบปะกับชาวจีนอยู่บ่อยครั้ง
– คนที่แสดงอาการ ไอ จาม มีไข้ หายใจติดขัด
– คนที่มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส
แล้วจะปกป้องครอบครัว, คนงาน, ลูกค้า เอาไว้ ในฐานะร้านอาหารได้”

จากกระแสโต้กลับในอินเตอร์เน็ต และผู้ประกอบการร้านอาหารประเภทเดียวกัน เจ้าของร้านคินจังจึงตัดสินใจออกมาขอโทษเพื่อจบเหตุ…..เสียเมื่อไร นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ใน 24 ชั่วโมงหลังโพสต์แรกได้ถูกเผยแพร่ และถูกโต้กลับโดยชาวเน็ตญี่ปุ่นนั้น ทางร้านคินจังได้ปล่อยคลิปวิดีโอ 2 ตัวออกมา เพื่อตอบกลับประเด็นดังกล่าว

ซึ่งเนื้อหาของคลิปโดยคร่าวระบุว่า เจ้าตัวรู้สึกไม่พอใจและอยากจะเคลียร์เรื่องนี้มานาน กับกรณีที่มีคนมาถ่ายรูปภายในร้านไปโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ ซึ่งในภาพเหล่านั้นมีภาพของลูกค้า รวมถึงลูกชายของเจ้าตัวติดไปด้วย ในทำนองละเมิดความเป็นส่วนบุคคล ซึ่งเจ้าตัวก็ทราบดีว่าหลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวไปก็กลายเป็นที่สนใจในโซเชียล แต่ก็อยากจะขอให้คนเหล่านี้เลิกเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวเสียที ถ้าไม่มีความสามารถพอที่จะโต้เถียงในประเด็นของโพสต์นั้น ก็อย่ามาลามถึงชีวิตส่วนตัว เพราะมันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า และมีจำกัด อยากจะให้คนพวกนี้ได้ใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่ามาทำอะไรแบบนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่าการถ่ายรูปใครต่อใครโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านคินจังออกมาเรียกร้องภายหลังถูกชาวเน็ตรุกล้ำเข้าไปถึงชีวิตส่วนตัว อย่างไรก็ดี กระแสตอบกลับวิดีโอในโพสต์นี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะชาวเน็ตมองว่าในฐานะที่ร้านคินจังก็เป็นคนตั้งโพสต์ดราม่าขึ้นมาเอง แต่ทำไมถึงขาดความสามารถในการอธิบาย การขอโทษต่อสังคม

“แล้วทำไมไม่อธิบายว่าไอ้ [Japanese Only] ของแกมันช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสได้ยังไง ล่ะ?”
“ทำใจเสียเถอะ นี่แหละกรรมตามสนอง”
“หากเวลามันมีค่านัก ด้วยสามัญสำนึกก็ควรรู้ได้แล้วป่ะว่าต้องหยุดตั้งแต่ตอนนี้?”
“ข้อความที่ไร้จิตใจของแก เช่นเดียวกับการขาดซึ่งความเข้าใจในลักษณะการติดต่อของโรค เป็นใบรับรองการเป็นสิ่งที่น่าอับอายของญี่ปุ่นได้ดี คิดใหม่ทำใหม่นะ ไปย้อนดูว่าข้อความในโพสต์ก่อนของแกมันเหยียดแค่ไหน”

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบในเรื่องราวนี้ คือการที่ชาวเน็ตมองว่านโยบายใหม่ของร้านราเม็งแห่งนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของข้อความที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ข้อความการแจ้งนโยบายดังกล่าวของทางร้าน แม้ญี่ปุ่นเองจะผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเฮทสปีชมาแล้วตั้งแต่ปี 2016 แต่ในตัวบทกฎหมายเองก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ตายตัวถึงบทลงโทษใด ๆ หรือข้อความทำนองไหนที่จะถือได้ว่าเป็นเฮทสปีช ส่งผลให้เกิดปัญหาในการตีความตัวบทกฎหมาย ว่าจะใช้การได้อย่างไร มีหลักเกณฑ์แบบใด

ซึ่งในครั้งนี้ก็มีชาวเน็ตนำภาพโปรโมทการต่อต้านเฮทสปีช มาแปะใส่ร้านคินจังเช่นกัน

ไม่ว่านโยบายใหม่ของร้านคินจัง ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในร้านของเขาเองนี้จะถือเป็นเฮทสปีชหรือไม่ แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังระดมสรรพกำลังเข้าแก้ไขวิกฤติ COVID-19 กันอยู่อย่างไม่ลดละ เราก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์จะไม่บานปลายไปจนถึงเป็นการระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และต้องควบคุมสติ ความนึกคิด ไม่ให้เกิดการทำร้ายกันเองด้วยความระแวงขึ้นมา เพราะถ้าไม่ร่วมมือกันแล้ว ก็ยากที่จะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้

Source: Twitter/@sanji_kinchan via SoraNews24