หากกฎหมายไม่สามารถควบคุมดูแลความเป็นส่วนตัวหลังเสียชีวิตไปแล้วได้ เราก็อาจถูกใครก็ไม่รู้หยิบเอากลับมาคืนชีพด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวก่อนตาย ได้เช่นกัน

เทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนั้นเรียกได้ว่าถูกนำมาใช้กันในวงกว้างเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเขียนการ์ตูน หรือการออกแบบขนม และในอนาคตข้างหน้าก็คงมีอีกหลาย ๆ งานที่ AI สามารถทำแทนมนุษย์ได้มากเกินกว่าเราจินตนาการได้หมด

แต่สิ่งที่ Whatever สตูดิโอศิลปะศาสตร์ผสมกำลังมอง คือการนำ AI ไปใช้เพื่อนำภาพและข้อมูลของบุคคลที่สเียชีวิตไปแล้ว ให้กลับมาเหมือนมีตัวตนอีกครั้งหนึ่ง

โครงการนี้มีชื่อว่า “Digital Employment After Death” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า D.E.A.D. โดยโครงการนี้ได้ทำการสำรวจข้อมูลตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของปีนี้ ในหัวข้อการทำให้ใครสักคนคงอยู่ในรูปแบบดิจิตอลหลังจากที่พวกเขาได้ตายไปแล้ว ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ที่ได้ให้คำตอบที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์จะเป็นชาวญี่ปุ่น และชาวอเมริกัน

ในขณะที่คำถามส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่ก็มีรายละเอียดที่ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร และยังมีคำตอบลักษณะตัวเลือกอยู่ด้วยเช่นกัน

“คุณยินยอมให้มีการนำภาพ, ข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในรูปแบบ AI และ CG หรือไม่ หลังจากที่คุณเสียชีวิตแล้ว ”

“คุณมีความต้องการที่จะ ‘คืนชีพแบบดิจิตอล’ ให้กับใครสักคน ในรูปแบบของ AI และ CG หลังจากที่พวกเขาตายจากไปหรือไม่”

“ในสถานการณ์ที่คุณได้ตายไป กิจกรรมแบบไหนบ้างที่คุณจะยินยอมให้นำข้อมูลส่วนตัวของคุณไปใช้ และอนุญาตให้ใครนำไปใช้บ้าง”

คำตอบ

“ข้อมูลส่วนตัวที่สามารถให้ครอบครัวหรือคนรู้จักที่ไว้ใจได้ครอบครองไว้ ~65%
ยินยอมให้ครอบครัวหรือคนรู้จักที่ไว้ใจได้ เอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ทำคอนเทนต์สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ~22%
ยินยอมให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคุณโดยไม่ต้องได้รับอนุญาต ~7%
ยินยอมให้ผู้อื่นเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ทำคอนเท้นใหม่ ๆ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต ~6%
ยินยอมให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคุณหากได้รับการยินยอมจากตัวแทนของคุณ ~15%
ยินยอมให้ผู้อื่นเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ทำคอนเท้นใหม่ ๆ หากได้รับการยินยอมจากตัวแทนของคุณ ~11%
อื่น ๆ 0%
ไม่มีในตัวเลือก ~27%”

แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะเคยมีบริษัทที่จัดทำโครงการให้ผู้คนได้ย้อนกลับไปพบผู้เป็นที่รักที่ต้องตายจากไปผ่านเทคโนโลยี AR มาแล้ว แต่สำหรับโครงการนี้อาจจะเป็นอีกด้านของเทคโนโลยีที่เคยมีมาเลยก็ได้

ในญี่ปุ่นนั้นได้เคยมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนชีพให้กับภาพ และผลงานของศิลปินดังในอดีต หรือแม้แต่การเขียนมังงะของอาจารย์เท็ตสึกะ โอซามุ มาแล้ว (ซึ่งดำเนินการโดยทายาทของตัวอาจารย์เอง) แต่นี่ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ทางทีมกฎหมายเองก็คงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อย่างเช่นในกรณีของคนดัง, นักกีฬา, นักการเมือง และศิลปิน หรือแม้จะเป็นคนทั่วไป ก็ยังมีข้อมูลดิจิตอลที่ค่อนข้างหลากหลายอยู่ในความครอบครองของแต่ละคน ซึ่งมักถูกเรียกว่าทรัพย์สินในรูปแบบดิจิตอล

ซึ่งทรัพย์สินทางดิจิตอลนั้นมีความครอบคลุมถึงทั้งภาพบนโซเชียลมีเดีย, ประวัติการค้นหา, บันทึกตำแหน่ง GPS หรือแม้แต่ประวัติการซื้อขายทางออนไลน์ ซึ่งบางคนก็คงอยากที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกปิดไว้ไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงได้

คุณโทมินากะ ยูสึเกะ ผู้ก่อตั้ง Whatever ยังได้มีการพูดถึงการนำภาพ และข้อมูลของบุคคลต่าง ๆ ไปใช้อาจสามารถขยายไปถึงการทำ ภาพยนตร์, หนังสือ รวมไปถึงของเล่น หากมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว หรือแม้แต่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาไม่อาจตามไปควบคุมหลังเจ้าของข้อมูลดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว ได้

โครงการ D.E.A.D นั้นได้รวมไปถึงการชี้ชัดลงไปให้ตรงจุดว่าข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ จะถูกจัดการอย่างไรเมื่อพวกเขาได้ตายไปแล้ว อย่างเช่นใครที่มีสิทธิในการจัดการข้อมูลดิจิตอลของคุณไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถนำไปใช้ในลักษณะใด หรือสามารถนำไปใช้งานต่อยอดในทางไหนได้บ้าง

ซึ่งผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเองก็สามารถทำหนังสือระบุความต้องการไว้ได้เช่นกัน แต่น่าเสียดายที่เอกสารนี้จะไม่สามารถนำไปบังคับใช้ทางกฎหมายได้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่าคุณให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวในข้อมูลเหล่านั้นเพียงใด

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถไปอ่านรายละเอียดจากการสำรวจข้อมูลนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่ ทั้งในรูปแบบภาษาญี่ปุ่น และอังกฤษ และยังคงสามารถมีส่วนร่วมในโพลเกี่ยวกับการคืนชีพทางดิจิตอลหลังตายไปแล้วได้อีกด้วย

Source: D.E.A.D Press Release via Soranews24