ถึงจะไม่มีการล็อคดาวน์ แต่ทำไมญี่ปุ่นถึงสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ให้ต่ำได้?

เร็ว ๆ นี้เราคงเคยเห็นบทความของทางสำนักข่าว Bloomberg News ที่ตั้งชื่อว่า “การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสในญี่ปุ่นนั้นอยู่ในการคาดการณ์ แล้วมันไปอยู่ที่ไหน?” จริง ๆ แล้วนอกจากการระบาดบนเรือสำราญ Diamond Princess ที่ต้องยอมรับว่ามีการจัดการอย่างไม่เหมาะสมเพียงพอ ญี่ปุ่นเองก็ไม่มีภาพลักษณ์ของการระบาดที่ใหญ่โตอย่างที่หวาดกลัวกันไว้ แม้จะมีเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในโลกก็ตาม

จากรายงานของสำนักข่าว Reuters ณ ตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่มีการยืนยันกรณีการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในญี่ปุ่น และจากข้อมูลวันที่ 22 มีนาคม ก็มีการยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 1,000 เคส โดยไม่นับที่อยู่บนเรือสำราญลำดังกล่าว ซึ่งมาตรการหลายอย่างได้ถูกนำมาใช้งานเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจาย อย่างเช่นการปิดให้บริการจุดท่องเที่ยว การยกเลิกการจัดงานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่กิจกรรมตามธรรมเนียมญี่ปุ่นอื่น ๆ อย่างเช่นการชมดอกซากุระในช่วงนี้

บทความของทาง Bloomberg อ้างถึงทฤษฎีที่ขัดแย้งกันอยู่หลายประการ รวมถึงที่ว่าญี่ปุ่นมีการปกปิดจำนวนรายงานให้ดูน้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดงาน Tokyo Olympic หรือที่ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยเป็นเพราะไม่มีการตรวจอย่างจริงจัง เป็นต้น ซึ่งเมื่อบทความนี้ถูกเผยแพร่ออกมา ก็มีกระแสตอบรับจากชาวเน็ตญี่ปุ่นที่มาพร้อมกับทฤษฎีต่าง ๆ ดังนี้

“สงสัยรังสีจากฟุคุชิมะมันฆ่าไวรัสไปหมดแล้ว”
“เพราะคนญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในระดับพิเศษได้ทันที”
“เป็นเพราะพวกเขาทำตามกฎหมาย รักษาอนามัยเอาไว้ในระดับสูง รวมถึงการสวมหน้ากาอนามัยตลอดเวลา ฯลฯ”
“ฉันอยู่ที่เกียวโต ญี่ปุ่น บอกเลยว่าที่จำนวนการระบาดมันน้อย เพราะไม่มีการตรวจสอบ! ตรวจไปเจอคนป่วยเยอะเดี๋ยวจะไม่ได้จัดโอลิมปิคเอา สงสัยโอลิมปิคจะสำคัญกว่า”
“เพราะการทักทายของคนญี่ปุ่นไม่มีการแตะต้องเนื้อตัวหรือเปล่า?”

แต่ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ชื่อ @tsukuru_ouu ได้ยืนยันว่าเจ้าตัวรู้คำตอบนั้น โดยบอกว่าที่ญี่ปุ่นสามารถจำกัดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ เป็นเพราะการให้ความสำคัญกับการแพร่ระบาดเป็นกลุ่ม แทนการมาตรวจสอบเป็นรายกรณีไป

คุณ @tsukuru_ouu ได้อธิบายออกมาเป็นการจำลองบทสนทนาระหว่างสำนักข่าว Bloomberg กับญี่ปุ่น ดังนี้

Bloomberg: ญี่ปุ่นทำการทดสอบปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (PCR) บนไวรัสไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น หลายกรณีมากขึ้น
Japan: แน่นอน เราตั้งเป้าไม่ให้ระบบการแพทย์ของเราล้มเหลว เช่นเดียวกับการลดจำนวนผู้เสียชีวิต โดยไม่สนใจว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่แน่นอนทั้งหมดเท่าไร

Bloomberg: หา?
Japan: มีความเป็นไปได้ที่คนหนึ่งคนจะสามารถติดเชื้อได้หลายครั้ง แต่อาการไม่ได้รุนแรง เราจึงไม่จำเป็นต้องห่วงตรงนี้

Bloomberg: ไม่ห่วงเลยเหรอ?
Japan: สิ่งที่เราสนใจจริง ๆ คือแนวโน้มจำนวนกรณีที่เกิดขึ้น ว่าพวกมันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ซึ่งตอนนี้เราเห็นว่ามันค่อย ๆ ลงลงเรื่อย ๆ

Bloomberg: สะดวกสบายจังนะ
Japan: แค่ดูว่าฮอกไกโดเขายกระดับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร ซึ่งโรงเรียนที่นั่นก็จะกลับมาเปิดได้ตามกำหนดการณ์”

ซึ่งเจ้าตัวยังมีกราฟที่แสดงจำนวนของผู้ป่วยที่แสดงอาการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 19 มีนาคม ซึ่งกราฟด้านล่างแสดงจำนวนของผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเกี่ยวข้องกับ COVID-19

Bloomberg: หากคุณไม่ตรวจให้หมดทุกคน ก็จะหยุดการแพร่ระบาดไม่ได้นะ
Japan: เราเน้นไปที่การแพร่เชื้อแบบจำกัดวง ซึ่งแปลว่าไวรัสจะไม่หลุดรอดออกไปจากในกลุ่มนี้

Bloomberg: แพร่เชื้อแบบจำกัดวง?
Japan: ทุกคนในญี่ปุ่นรู้ว่าไวรัสจะกระจายตัวอย่างไร และพยายามที่จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น หากเราเจอกลุ่มคนที่ติดเชื้อนั้น คนที่เกี่ยวข้องก็จะต้องถูกนำมาตรวจโรคด้วย

Bloomberg: แต่ถ้าคุณไม่รู้จำนวนคนที่ติดเชื้อ ก็ไม่รู้ว่าไวรัสมันแพร่กระจายออกไปถึงไหนแล้วเหมือนกันนะ
Japan: เรารู้ได้จากจำนวนผู้เสียชีวิต

Bloomberg: แต่หากมีคนที่เสียชีวิตโดยไม่ได้รับการตรวจโรค ก็ไม่ถูกนับว่าเป็นผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 นะ
Japan: โดยปกติมันไม่มีผู้ป่วยคนไหนที่เป็นโรคปอดบวมจากเชื้อ COVID-19 และเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ผ่านการตรวจโรคหรอก”

Bloomberg: ทำการตรวจน้อยไปหรือเปล่า
Japan: PCR เราอาจจะน้อย แต่เราไปเน้นทำ CT สแกน หลายครั้งแทน หากเป็นกรณีหนัก ๆ อย่างปอดบวม เราก็จะสแกนหลาย ๆ ครั้ง จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นฝีมือของไวรัสหรือไม่ การทำ PCR จะได้ไม่พลาด

Bloomberg: ไม่พลาด?
Japan: จำนวนผู้เสียชีวิตนั้นเป็นร่องรอยของไวรัสที่เชื่อถือได้ ตอนนี้มีแค่เพียง 33 รายเท่านั้น (ข้อมูลเมื่อวันที่ 21 มีนาคม) แต่เราก็ไม่ควรมองว่ามันเป็นเรื่องน่าภูมิใจ เพราะสิ่งที่เราต้องทำคือการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

Bloomberg: ต…แต่การตรวจ PCR…”

จึงบอกได้ว่า สิ่งที่คุณ @tsukuru_ouu เชื่อว่ามันกำลังเกิดขึ้น คือญี่ปุ่นกำลังใช้การทดสอบปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (PCR) ซึ่งเป็นแนวทางขั้นพื้นฐานในการทดสอบไวรัสที่ใช้กันทั่วไป กับกรณีของการระบาดแบบเป็นกลุ่มเท่านั้น แปลว่าแทนที่เจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นไปกับการตรวจสอบผู้ป่วย”ทุกคน”ที่แสดงอาการ กลับเลือกที่จะใช้เมื่อตรวจพบแหล่งกำเนิดการแพร่ระบาดเสียก่อน อย่างเช่นหากพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคปอดบวม ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากไวรัส COVID-19 พวกเขาก็จะได้รับการตรวจโรค และถ้าหากผลออกมาเป็นบวก (ติดเชื้อไวรัส) ผู้คนรอบข้างผู้ป่วยก็จะได้รับการตรวจด้วย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะกระทำขึ้นโดยผู้เข้ารับการตรวจทุกคนต้องอยู่ภายใต้การกักกัน จนกว่าจะถึงระยะปลอดภัย

นอกจากนี้ ตามรายงานของ The Straits Times กล่าวว่านโยบายหลักของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีต่อผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส COVID-19 คือผู้ที่มีอาการคล้ายป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน กันตัวเองออกจากผู้อื่น และติดต่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์เมื่อมีไข้สูงเท่านั้น ซึ่งวิธีการนี้เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ให้การแพร่ระบาดกระจายออกไปได้

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนผู้เสียชีวิตนั้นยังคงอยู่ในจุดที่เรียกว่าควบคุมได้เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ สุดท้าย มันอาจจะจริงที่อัตราการติดเชื้อนั้นสูงกว่าที่ปรากฏในข่าว แต่ก็ไม่ควรละเลยความจริงที่ว่าความตายก็เป็นหนึ่งในผลของการติดเชื้อไวรัสตัวนี้เช่นกัน คุณ @tsukuru_ouu กล่าว

กระนั้น สถานที่ที่มีผู้คนมารวมตัวกันเยอะ ๆ อย่างเช่นคอนเสิร์ต หรือแม้แต่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ก็มีทีท่าว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดการติดเชื้อแบบกลุ่มในญี่ปุ่น รัฐบาลของโตเกียวเองก็เคยกล่าวถึงว่าอาจมีการล็อคดาวน์ระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ในระหว่างนั้นผู้คนก็ต้องรักษาอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่ เว้นการพบปะกับผู้สูงอายุแบบต่อหน้า (ยังใช้ช่องทางการสื่อสารระยะไกลได้ ใช้เถอะ) จนกว่าสถานการณ์ไวรัสนี้จะผ่านไป

Sources: Twitter/@tsukuru_ouu via TogetterBloomberg NewsReutersThe Straits Times, SoraNews24
Image: Irasutoya