เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการใช้ห้องแชทได้ จึงเหมือนไม่สามารถเข้ากับที่ทำงานได้ พามาสู่การเลิกจ้าง

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มเข้าใกล้ตัวพวกเรามาตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้เกิด “new normal” หรือ “ฐานวิถีชีวิตใหม่” ขึ้นในสังคม เพื่อเป็นการปรับตัวให้สามารถอยู่รอดในโลกที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ ในแง่ดี เราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มีทักษะใหม่ ๆ อย่างเช่นการทำหน้ากากอนามัยแฮนด์เมด การล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่ในชีวิตประจำวันแต่ก่อนเราอาจจะเคยมองข้ามมันไป

แต่ในทางกลับกัน ญี่ปุ่น หนึ่งในประเทศที่กำลังก้าวไปยังเส้นทางแห่งการถดถอยในภาคเศรษฐกิจอย่างไม่เห็นปลายทางเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวร้ายสำหรับทุกคน แต่สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบ และกำลังจะผันตัวเข้ามาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมในองค์กรต่าง ๆ นั้น เรียกได้ว่าเป็นข่าวร้ายแบบพิเศษกว่าคนอื่นเลยทีเดียว

วัฒนธรรมการทำงานในองค์กรญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อว่ามีความเคร่งครัด กดดัน เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และนั่นรวมถึงการรับสมัครพนักงานเข้าใหม่ด้วย ประกอบกับสถานการณ์โลกที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเข้ามา ผลคือแรงกดดันนั้นก็ถูกส่งต่อมาผสมกับการรับสมัครนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าจบมหาวิทยาลัยมาก็ยากแล้ว เจอสัมภาษณ์งานเข้าไปก็ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม

นี่คือเรื่องราวของนักศึกษารายหนึ่งที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยโฮเซ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในโตเกียว และคิดว่าตัวเขาเองโชคดีที่ได้เข้าทำงานในบริษัทด้าน IT เจ้าใหญ่แห่งหนึ่ง เรื่องราวต่อไปนี้ถูกเล่าผ่านทางเว็บไซต์ President Online โดยที่ผู้เล่าใช้นามสมมติว่า Yoshita Youta (23) จากจังหวัดจิบะ โดยเจ้าตัวเล่าว่าเขาอาจโชคดีที่ได้เป็น 1 ในพนักงานใหม่ 300 ราย ของบริษัท IT แห่งนี้ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ทางบริษัทยังอนุญาตให้เขาได้ทำตามความฝันก่อนเริ่มเข้างานด้วย เพราะเขามีความตั้งใจว่าอยากจะออกเดินทางท่องเที่ยวหลังจากจบการศึกษา ก่อนที่จะเริ่มทำงาน

เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่แปลกสำหรับประเทศอื่น ๆ ที่เปิดกว้างในด้านนี้ แต่กับญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบนั้นกลับเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ซึ่งตัวคุณ Yoshida เองก็เลือกที่จะเข้าบริษัทนี้ เพราะภาพลักษณ์ของบริษัท และคิดว่างาน IT นั้นมีความมั่นคงพอที่จะเลี้ยงชีวิตเขาได้

พนักงานใหม่ทุกคนต่างคาดว่าจะได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับพนักงานใหม่ ที่มีกำหนดว่าจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ทุกคนต้องข้ามขั้นตอน เปลี่ยนไปเข้าระบบเรียนรู้งานออนไลน์ตลอดช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมแทน ซึ่งคอร์สเรียนรู้งานนี้บังคับให้พนักงานใหม่ทุกคนสวมเสื้อเชิ้ต และล็อกอินเข้ามาในห้องแชทของบริษัททุกวัน ซึ่งคุณ Yoshida เองก็ทำตามอย่างไม่ขาดตกบกพร่องมาตลอดเดือนเมษายน

กระนั้น ก็มีโทรศัพท์จากบริษัทติดต่อมาหาคุณ Yoshida ในช่วงก่อน Golden Week ปลายเดือนเมษายน ว่าให้เขาเข้าไปที่ออฟฟิศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวจะได้เข้าไปที่ออฟฟิศจริง ๆ นับตั้งแต่เข้าทำงานกับบริษัทแห่งนี้ หลังจากที่แต่งตัวเรียบร้อย เขาก็ออกจากบ้าน ฝ่าฝูงชนในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นั่งรถไฟ 40 นาทีไปถึงออฟฟิศ ที่นั่นเขาได้พบกับฝ่ายบุคคล ที่บอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะเลิกจ้าง เพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างคอร์สเรียนรู้งานออนไลน์

เมื่อถามหาเหตุผล ฝ่ายบุคคลของบริษัทตอบกลับมาว่าเพราะในระหว่างเปิดวิดีโอคอลในห้องแชทของบริษัท เจ้าตัวสวมเสื้อกันหนาวคลุมเสื้อเชิ้ตเอาไว้ตลอดเวลา และมุมกล้องที่เขาตั้งไว้เพื่อส่องมาที่ใบหน้าของตัวเขาเองก็ไม่ดี เพราะส่วนคางหายไปจากมุมกล้อง รวมถึงบางครั้งที่เจ้าตัวนั่งชันเข่า จนหัวเข่าปรากฏขึ้นมาบนกล้องก็มี ทางฝ่ายบุคคลยังสำทับอีกว่า “เราเป็นบริษัท IT ที่ให้ความสำคัญกับมารยาท มากกว่าเทคโนโลยี”

คุณ Yoshida ยังถูกบอกว่าเขาจะยังได้รับเงินค่าจ้างของเดือนพฤษภาคม (ซึ่งเป็นเดือนถัดไปในเวลานั้น) อยู่ หากยอมเป็นฝ่ายลาออกจากบริษัทโดยสมัครใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาฝึกอบรมคอร์สออนไลน์แล้วก็ได้ แม้ยอดเงินจะดูดี แต่ด้วยหนี้สินที่เกิดจากค่าเล่าเรียนและการท่องเที่ยวของเจ้าตัว ทำให้ไม่เหลือเงินเลยสักเยน เจ้าตัวจึงหันมาเปิดระดมทุนเพื่อหาเงินเข้าเรียนวิทยาลัยอาชีวะ และหาเงินซื้อ MacBook Air สำหรับใช้ในการเรียนโปรแกรมมิงเพิ่มเติม และในการหาลู่ทางการทำงานใหม่ ๆ

หลายคนอาจสงสัยว่านี่เป็นเคสแรกของการถูกไล่ออกจากที่ทำงานเพราะมารยาทในการใช้วิดีโอคอลหรือไม่ เปล่าเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

“เชื่อเลยว่านาย Yoshida นี่ถูกบริษัทหมายหัวว่าเป็นตัวปัญหา ตั้งแต่ขอออกไปท่องเที่ยวหลังเรียนจบแล้วล่ะ”
“แปลกใจมากกว่าว่าทำไมหมอนี่ถึงเลือกที่จะหาเงินเรียนต่อ มากกว่าหางานใหม่ทำ”
“ดูก็รู้ว่านาย Yoshida ไม่เก่งเรื่องบริหารเงิน ไม่แปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้นายนี่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย”
“แทนที่จะมาแบมือขอบริจาค ทำไมไม่ไปทำงานหาเงินเองล่ะ”
“ตอนอ่านพาดหัวก็รู้สึกสงสารเจ้าตัวอยู่นะ แต่พออ่านข่าวทั้งหมด ก็เห็นว่าเจ้าตัวไม่ได้แคร์โลกเท่าไรเหมือนกัน”
“สงสัยในตัวนาย Yoshida อยู่นะ แต่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าบริษัท IT ที่ฉันทำงานอยู่ จะมองว่ามารยาทสำคัญกว่าเรื่อง IT ด้วยหรือเปล่า”
“อยากได้ MacBook Air มาเรียนโปรแกรมมิง? เหอะ ๆ โชคดีนะไอ้หนู”
“อยากฟังเรื่องจากทางฝั่งบริษัทบ้าง”

จากกระแสตอบรับของชาวเน็ต ก็ดูเหมือนว่าโปรเจกต์ระดมทุนเพื่อตัวเองของคุณ Yoshida จะไปไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 1,000,000 เยน แต่เรื่องที่ว่าคุณ Yoshida ไม่ได้ตั้งใจปรับตัวให้เข้ากับการทำงาน หรือเรื่องที่บริษัทด่วนตัดสินเขาไป ก็ไม่มีใครหยิบมาพูดถึง

แต่ส่วนหนึ่งของความยากลำบากในการหางานทำทันทีหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย สำหรับคนที่หาไม่ได้นั้นจะเริ่มรู้สึกว่าเป็นตราบาปที่ตัวเองหางานไม่ได้ และยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงตามเวลาที่ผ่านไป และอายุที่มากขึ้น ฉะนั้น การที่คุณ Yoshida เลือกที่จะกลับไปเรียนในโรงเรียนอีกครั้งอาจเป็นทางเลือกที่ดี เสียแต่ว่ามันเท่ากับต้องลงทุนเพิ่มอย่างมหาศาลนี่เอง ซึ่งเราก็คาดว่าหนทางของเจ้าตัวข้างหน้าคงลำบากอย่างแน่นอน แต่ก็หวังว่าเจ้าตัวจะเชิดหน้าขึ้นมาได้ ทั้งในชีวิตจริง ….และในวิดีโอคอล

Source: President Online via SoraNews24
Image: Irasutoya