อีกทั้งยังยอมรับว่าเป้าหมายของเขา คือการฆ่าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ช่วงเช้า นาย Aoba Shinji (42) ถูกจับกุมที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเกียวโต นับเป็นเวลากว่า 10 เดือน จากเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารสตูดิโอที่ 1 ของ Kyoto Animation ที่ตั้งอยู่ในเขตฟุชิมิ เกียวโต เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งนาย Aoba ก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ารวบตัวทันทีในที่เกิดเหตุ หลังจากที่เจ้าตัวตะโกนว่าจะราดน้ำมันเบนซินให้ทั่วอาคารสตูดิโอ และจุดไฟเผา

เหตุผลที่ความคืบหน้าในเหตุการณ์นี้เป็นไปอย่างเนิ่นช้ากินเวลาเป็น 10 เดือนนั้น เพราะระบบกฎหมายของญี่ปุ่นที่วางหลักกฎหมายไว้ว่าผู้ต้องหาจะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมจะเข้ารับการควบคุมตัวตามกฎหมายได้ (มีสติรับรู้การกระทำและสิ่งรอบตัว) เสียก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะทำการเข้าจับกุมได้ กอปรกับการที่นาย Aoba ได้รับบาดแผลสาหัสจากเพลิงไหม้ครั้งนั้นด้วย จึงทำให้ต้องเข้ารับการรักษา ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดศัลยกรรมผิวหนังช่วงใบหน้าและท่อนแขนที่ได้รับความเสียหาย และรอให้เจ้าตัวฟื้นขึ้นมาพร้อมสติสมบูรณ์ด้วย

แม้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาจะทำให้กระบวนการล่าช้าไปบ้าง แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าตัวก็อยู่ในสภาพพร้อมที่จะออกจากโรงพยาบาล ซึ่งในทางปฏิบัติ เจ้าตัวก็ถูกส่งไปยังการดูแลของสถานีตำรวจเมืองฟุชิมิ เกียวโต เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนต่อไป

ระหว่างการสอบสวนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมบุคลากรทางแพทย์เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยตามกฎหมาย นาย Aoba ได้เล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เขาลงมือวางเพลิงดังกล่าว เช่นว่าเจ้าตัวมีความแค้นกับสตูดิโอ Kyoto Animation จากการที่เจ้าตัวตกรอบการประกวดนิยายของทางสตูดิโอ และยังยอมรับว่าเจ้าตัวนั้นคิดว่าหากราดน้ำมันเบนซินไปรอบอาคารพร้อมกับจุดไฟ จะฆ่าใครสักคนในนั้นได้บ้าง

แต่เมื่อนาย Aoba ได้รับรู้ถึงจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น ที่มีถึง 36 คน และอีก 33 คนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าตัวตอบกับเจ้าหน้าที่ว่า

“อ๋อ งั้นเองเหรอครับ?’ (そうなんですか)

เนื่องจากเป็นการสอบสวนอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากเกิดเหตุ สิ่งที่นาย Aoba อยากรู้คือจำนวนผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเขา และได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “นึกว่าจะมีตายสักคนสองคน” (犠牲2人ぐらいだと) กระนั้น จากการสอบสวนก็ทำให้ได้รู้ว่าเป้าหมายของผู้ต้องหา คือการทำให้มีคนตายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบกับการแสดงออกที่ไม่ยี่หระในจำนวนผู้เสียชีวิต ก็ทำให้เห็นว่าโอกาสรอดจากระบบยุติธรรมในญี่ปุ่นน้อยลงไปทุกที จึงไม่แปลกใจที่เราได้เห็นทีมงานของสตูดิโอ Kyoto Animation กล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพราะเพื่อนของพวกเขาที่จากไปไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว

Source: Asahi Shimbun Digital via Livedoor News via SoraNews24