ระลึกความหลังไปกับประวัติงาน Comic Market เล่าโดยผู้จัดงานตัวจริง

สำหรับคนการ์ตูน ช่วงเดือนพฤษภาคม และเดือนธันวาคม ถือเป็นช่วงเวลาที่ต่างคนต่างเฝ้ารอคอยงานมหกรรมการ์ตูนขนาดใหญ่ งาน Comic Market นั่นเอง แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ทางผู้จัดงาน Comic Market ต้องออกมาประกาศงดการจัดงาน Comic Market 98 ไป หลังจากที่พยายามยื้อคอยดูลู่ทางกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปี แม้จะมีการจัดกิจกรรมออนไลน์ในชื่อ Air Comiket เพื่อเรียกขวัญกำลังใจจากแฟน ๆ และกับในกลุ่มผู้จัดงานด้วยกันเองก็ตาม เมื่อช่วงวันที่ 2 – 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

หลังจากที่ไม่ต้องเกณฑ์ทีมงานไปรุมจัดงานเหมือนอย่างเคยแล้ว (แต่คงต้องจัดการกับปัญหาด้านต่าง ๆ ที่ตามมา ในฐานะผู้จัดงาน) ทางบัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของงาน ก็ได้มีการบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของงาน Comic Market ในฟีลระลึกความหลัง ผ่านทางอีเวนท์ “コミケの歴史Twitter編” (ประวัติศาสตร์คอมิเกะ ฉบับ Twitter) ให้ผู้คนทั้งที่รู้จักตัวงานอยู่แล้วแต่อาจไม่ทันว่างานนี้มีความเป็นมาอย่างไร หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักงานนี้มาก่อน ได้ทำความรู้จักกัน เป็นความยาวทั้งหมด 41 (+1) โพส พร้อมภาพประกอบที่บอกได้เลยว่าชวนระลึกชาติกันแบบสุด ๆ

โดยทีมงานได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวความเป็นมาของงาน Comic Market เอาไว้ดังนี้

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคม 1975 ปีนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่ 45 แล้ว สำหรับงาน Comic Market จึงจะขอเล่าประวัติต่าง ๆ ให้ฟัง สำหรับผู้ที่สนใจงาน Air Comiket ที่ได้จัดขึ้นในครั้งนี้

 

งาน Comic Market เริ่มต้นจากการเป็นอีเวนท์ใหม่ ที่อาศัยข้อมูลการวิพากย์วิจารณ์ การต่อต้าน ที่อีเวนท์อื่น ๆ เคยได้รับกันมาก่อน โดยมีกลุ่มเซอร์เคิลวิจัยหนังสือการ์ตูนชื่อ “เมคิว’75” (迷宮 – meikyuu) เป็นแกนกลาง และทั้งหมดก็เริ่มจากการกระจายใบปลิวกิจกรรมนักศึกษาแผ่นนี้ออกไป (ภาพจากหนังสือประวัติ พิมพ์ตอนฉลองครบรอบ 20 ปีคอมิเกะ)

 

ใบสมัครเข้าร่วมงานครั้งที่ 1 ที่ดูเรียบง่ายเสียยิ่งกว่าเรียบง่าย เต็มไปด้วยความสดใหม่

 

งานครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1975 ที่ห้องประชุมนิชโชฮอลล์ เมืองโทระโนะมง โตเกียว มีเซอร์เคิลเข้าร่วม 32 ราย ผู้เข้าร่วมงาน 700 ราย โดยที่ราว 90% ในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มนักเรียนหญิงในระดับ ม.ต้น – ม.ปลาย ที่ชื่นชอบการ์ตูนโชโจ

 

ภาพถนนวงแหวนหมายเลข 2 ของโทระโนะมงบล็อกที่ 2 มุมหันหน้าไปทางชิโอโดเมะ (ถ่ายเมื่อฤดูหนาวปี 2015) ถนนเส้นนี้เชื่อมต่อกับเขตฮารุมิ และเชื่อมไปยังอาริอาเกะ (ตอนถ่ายภาพไม่คิดว่ามันจะเสร็จสมบูรณ์ได้) แต่ถนนเส้นนี้ ก็เป็นเส้ที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันของคอมิเกะ

 

ห้องประชุมนิชโชฮอลล์ในสมัยนั้น อารมณ์ประมาณนี้ (ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว)

 

ในระหว่างช่วงของงาน C2 – C4 (เม.ย. – ธ.ค. 1976) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มจาก 39 เป็น 80 ผู้เข้าร่วมงานเพิ่มจาก 550 เป็น 700 คน ย้ายมาจัดที่หอประชุมสหภาพอุตสาหกรรมอิตะบาชิ (ภาพเมื่อฤดูหนาว 2015) ความนิยมในการ์ตูนโชโจยังคงมีอย่างต่อเนื่อง มีการวางจำหน่ายหนังสือผลงานออริจินอล หนังสือมือสองลดราคา รวมกลุ่มชมภาพยนตร์ การประกวดร้องเพลงประสานเสียง จัดขึ้นภายในงาน ลากยาวจนถึงช่วงกลางคืน (ภาพประกอบโดยคุณ Nuruhen Maker)

 

หนังสือที่เซอร์เคิล “เมคิว’76” วางจำหน่ายในงาน C2 หรือ คอมิเกะครั้งที่ 2 (หนังสือชุดระบบการวิจารณ์การ์ตูนแบบใหม่ VOL.1 ด้วยรักแด่ อ.ฮากิโอะ โมโตะ) เป็นหนังสือรวมงานการรีวิวการ์ตูนโดย อ.ฮากิโอะ และรวมการ์ตูนล้อเลียนต่างๆ เอาไว้ (ภาพประกอบไม่ใช่หนังสือเล่มดังกล่าว เพราะหาเล่มจริงไม่เจอ เลยขอใช้หนังสือเล่มอื่น ๆ ของเซอร์เคิลแทน …เลิกลั่ก)

 

ด้วยผลงานแนวพาโรดี้ แนวแฟนเมดที่มีอยู่ในงานคอมิเกะ กลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นมาในช่วงนั้น คุณ Shimotsuki Takanaka (หรือชื่อจริง Harada Teruo) ศิลปินผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะตัวแทนของงานตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ได้กล่าวไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “Comic Market ฉบับปฐมกาล” ที่ตีพิมพ์โดยทาง Asahi Shinsho ว่า…

 

“(งานพาโรดี้) นั้นทำให้ค้นพบแนวทางใหม่ในการสนุกไปกับผลงานต้นฉบับ ต้องยอมรับว่าตัวเองได้เปิดประตูให้ได้รู้จักกับหนึ่งในสไตล์ของการทำผลงานล้อเลียนเสียแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ยังคิดว่ามันซับซ้อนอยู่ดี” คุณ Shimotsuki กล่าว

 

ในงาน C4 ได้เริ่มมีการจำกัดผู้เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก และจำเป็นต้องหาสถานที่จัดงานใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ประวัติศาสตร์ของคอมิเกะ คือประวัติศาสตร์ของการย้ายสถานที่จัดด้วยเช่นกัน

 

ในงาน C5 – C8 / C11 / C13 (เม.ย. 1977 – ธ.ค. 1979) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มจาก 94 เป็น 290 ราย ผู้เข้าร่วมงานเพิ่มจาก 1300 เป็น 4000 ราย จัดที่ห้องประชุมอุตสาหกรรมเขตโอตะ กลายเป็นสถานที่จัดงานรวมตัวจำหน่ายสินค้าทำมือขนาดกลาง และได้ใช้สถานที่แห่งนี้จัดต่อมาในอีกระยะหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอาคารแห่งนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว และได้กลายมาเป็นพลาซาอุตสาหกรรมเขตโอตะ PiO

 

มองย้อนไปบนตัวเอกสาร จะพบว่าใบสมัครเซอร์เคิลของงาน C7 นั้นใช้ที่อยู่เป็น “ที่ทำการไปรษณีย์หน้าสถานีอิเคโนะงามิ” เชื่อว่าเป็นเพราะมันใกล้กับที่อยู่ของคุณ Yonezawa ตัวแทนของคอมิเกะรุ่นก่อนนั่นเอง

 

งานคอมิเกะสมัยที่ยังจัดอยู่ที่ห้องประชุมอุตสาหกรรมเขตโอตะนั้น ผลงานเรื่อง “Uchuu Senkan Yamato” กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ตามมาด้วย “Kidou Senshi Gundam” จำนวนผลงานทำมือจากอนิเมสองเรื่องนี้เพิ่มขึ้น และจำนวนของผู้เข้างานก็เพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม ซึ่งในยุคนี้ เหล่าคอสเพลเยอร์ก็ได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน

 

และในงาน C11 เป็นต้นมา โดจินชิแนวโลลิคอนเช่น “Cybele” และอื่น ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ในงาน C13 ได้มีการเปลี่ยนตัวแทนจากคุณ Harada Teruo มาเป็นคุณ Yonezawa Yoshihiro ผู้ล่วงลับ

 

ในงาน C9 (กรกฎาคม 1977) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานอยู่ที่ 200 ราย ผู้เข้าร่วมงาน 3000 ราย นั้น ได้ย้ายมาจัดที่ห้องประชุมสาธารณะโยทสึยะ ซึ่งต่อมาได้ถูกรื้อถอน กลายเป็นหอประชุมเมือง เขตโยทสึยะ ภาพเมื่อฤดูหนาวปี 2015 (ไม่ทราบว่าปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง)

 

งาน C12 (กรกฎาคม 1979) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานอยู่ที่ 200 ราย ผู้เข้าร่วมงาน 3000 ราย นั้น จัดขึ้นที่อาคารศูนย์การค้าอุตสาหกรรมเมืองโตเกียว ซึ่งในปัจจุบันที่แห่งนี้ก็ยังถูกนำมาใช้จัดงานจำหน่ายหนังสือทำมือกันอยู่ ภาพเมื่อฤดูหนาวปี 2015 แต่เพราะเกิดเหตุที่มีเปลวไฟออกมาจากถังขยะ จึงทำให้จัดงานที่ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ในงานนี้เริ่มมีผู้เข้างานที่เป็นผู้ชายเพิ่มเข้ามา

 

งาน C14 – 17 (พ.ค. 1980 – เม.ย. 1981) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มจาก 380 เป็น 400 ราย ผู้เข้าร่วมงานเพิ่มจาก 6,000 เป็น 8,000 ราย ได้ย้ายมาจัดที่หอประชุมสาธารณะคาวาซากิ มีการเริ่มต้นระบบของคณะผู้จัดเตรียมงาน แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ในงาน C15 มีการเพิ่มความเข้มงวดกับการคัดกรองผู้ร่วมงานหนักขึ้น และในงาน C16 ก็เริ่มมีระบบการคัดเลือกเซอร์เคิลเข้ามา

 

ในงาน C18 (สิงหาคม 1981) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานอยู่ที่ 512 ราย จำนวนผู้เข้างาน 10,000 ราย สถานที่จัดคือฮอลล์จำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมโยโกฮามะ มีการตีพิมพ์หนังสือทำมือ “ミャアちゃん官能写真集” (สมุดรวมภาพวาบหวิวของเมี๊ยะจัง) เป็นครั้งแรก และเป็นช่วงที่แนว “โลลิคอน” ได้รับความนิยมจนถึงจุดสูงสุด ปัญหาที่เกิดจากเซอร์เคิลและเรื่องอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับปัญหาการตัดสินใจ การที่ความเห็นไม่ลงรอยกันเกิดขึ้นภายในคณะผู้จัดเตรียมงาน ผลคือทำให้เกิดปัญหาจนถึงขั้นแยกทางกัน

 

งาน C19 – 30 (ธันวาคม 1981 – สิงหาคม 1986) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 600 เป็น 4,000 ราย จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นจาก 9,000 เป็น 35,000 ราย ในงาน C19 จากปัญหาในงานคราวก่อน ทำให้ไม่สามารถใช้งานฮอลล์จัดงานที่เดิมได้ จึงได้ย้ายไปที่ศูนย์การค้าสากลโตเกียว ที่ฮารุมิ นับตั้งแต่งาน C21 เป็นต้นมา ก็ได้มีการจัดทำแคตตาล็อก พร้อมกับการเริ่มต้นทำ “Manga Report” ขึ้นมาด้วย

(Manga Report คืออะไร? คือคอลัมน์หนึ่งในแคตตาล็อกของงานคอมิเกะ ที่เป็นการรวมเอารีพอร์ททั้งหมดจากผู้เข้าร่วมงาน เช่นจากบูธเซอร์เคิล จากผู้เกี่ยวข้องรายต่าง ๆ ของงานในครั้งก่อน มาวาดเป็นการ์ตูน 1 ช่องคละกันไป เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงตัวงาน คล้ายกับการรีวิว ทั้งรีวิวตัวงาน รีวิวขั้นตอนต่าง ๆ ของงาน เป็นต้น)

 

นับตั้งแต่งาน C22 เป็นต้นมา ได้มีการเริ่มเปิดให้เซอร์เคิลที่สมัครเข้ามาได้ลองทำ “คัทเอาท์” ของตัวเอง จนมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีการรวมเอาซอง, คัทเอาท์ และใบสมัครเข้าไว้ด้วยกันเหมือนแบบที่เห็นได้ในปัจจุบัน ก็ตอนงาน C29 ซึ่งมันก็ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนคือจำนวนผู้สมัครเซอร์เคิลที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ

 

ในงาน C23 ได้มีการออกกฎห้ามไม่ให้สวมชุดคอสเพลย์ออกนอกบริเวณงาน ตามคำแนะนำของบริษัทรักษาความปลอดภัย ในงาน C25 เป็นต้นมาจึงได้มีการเตรียมห้องแต่งตัวเอาไว้ให้ ปีที่มีการจัดงาน 3 ครั้งต่อปี ซึ่งประกอบไปด้วยงานฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูหนาว เป็นครั้งสุดท้าย คือปี 1983 หลังจากปี 1984 เป็นต้นมา เปลี่ยนเป็นจัดงานแค่ในฤดูร้อนกับฤดูหนาว ในงาน C27 เป็นต้นมา ได้มีบริษัท Footwork เข้ามาให้บริการไปรษณีย์ และในปี 1985 คอมิเกะก็ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท

 

เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อเทรนด์ “โลลิคอน” ที่เคยได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของยุค 80 ได้เปลี่ยนมาเป็นเทรนด์ “Takahashi Rumiko” พร้อมกับการมาถึงของเทรนด์ “Captain Tsubasa” ที่มาแรงอย่างกับพายุกระหน่ำ เกิดรอยร้าวขึ้นในกลุ่มผู้เข้างานหญิง ที่เริ่มเป็นกลุ่มคนอายุต่ำกว่าผู้เข้างานในสมัยก่อน

 

ในงาน C30 นั้น ได้มีการใช้งานพื้นที่ส่วนหนึ่งบนชั้น 2 ของอาคารใหม่ จัดงานโปรโมทเครื่องดื่ม “Tenkuu no Shiro Laputa” ของทางอายิโนะโมโตะ นับเป็นการเริ่มต้นของบูธออฟฟิเชียลในงานนี้

 

ช่วงระหว่างงาน C31 – C33 (ธันวาคม 1986 – ธันวาคม 1987) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานอยู่ที่ 4,400 ราย จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นจาก 40,000 เป็น 55,000 ราย ด้วยการมาถึงของเทรนด์การจัดงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ทำให้คอมิเกะไม่สามารถเช่าพื้นที่ฮอลล์ในฮารุมิได้เหมือนแต่ก่อน จึงเปลี่ยนสถานที่จัดงานมาเป็นอาคาร TRC (Tokyo Ryutsu Center) ด้วยขนาดพื้นที่ที่เล็กกว่าฮอลล์ที่ฮารุมิ จึงทำให้ปรับมาใช้รูปแบบการจัดงาน 2 วัน ให้กลายเป็นมาตรฐาน รวมถึงการปรับระบบสุ่มเลือกเซอร์เคิลที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้เรทออกแย่ลงอีกด้วย

 

ในงาน C31 นั้น ได้มีการนำคอมพิวเตอร์และระบบฐานข้อมูลเข้ามาใช้กับงานเอกสารต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำระบบแยกประเภทเซอร์เคิลจากใบสมัครให้แม่นยำชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย (โดยนำเอาโค้ดระบุประเภทมาเริ่มใช้ในงาน C33 เป็นต้นมา)

 

ด้วยความยาวของแถวคิวผู้เข้าร่วมงาน C32 ที่ต่อกันจากที่จัดงานยาวออกไปถึง 2 กิโลเมตร ทำให้ทางงานได้รับคำเตือนมาจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลความสงบ และในแคตตาล็อกของงานครั้งนี้ ยังถือเป็นการเดบิวต์ของอาจารย์ Dr.Morou (https://twitter.com/drm0r0) ที่ทุกคนรู้จักกันดีอีกด้วย

 

งาน C34 – C36 (สิงหาคม 1988 – สิงหาคม 1989) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 9,200 ราย เป็น 10,000 ราย จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นจาก 70,000 เป็น 100,000 ราย ในการกลับมาที่ฮารุมิอีกครั้งนี้ จำนวนเซอร์เคิลที่สมัครเข้ามาได้ทะลุ 10,000 เซอร์เคิลไปแล้ว พร้อมกับคำกล่าวของคุณ Yonezawa กับทีมงานคณะผู้จัดงาน ว่า “หากได้กลับมาที่ฮารุมิอีกครั้ง จะกลับไปจัดงานแบบ 1 วันจบ” ก็กลายเป็นคำสัญญาที่รักษาเอาไว้ไม่ได้

 

กระนั้น ตอนฤดูหนาวปี 1988 ก็ไม่สามารถขอเช่าสถานที่ได้ การจัดงานครั้งใหม่ภายใต้ความแปลกประหลาดต่อเหล่าบูธเซอร์เคิลที่มาร่วมงาน ทั้งในตารางเวลา ไปจนถึงขนาดของงาน จึงได้เกิดขึ้น (ย้ายไปจัดเดือนมีนาคม ปี 1989)

 

ฤดูร้อนปี 1989 เกิดคดีลักพาตัวและฆาตกรรมเด็กหญิงอย่างต่อเนื่อง และผู้ต้องหาได้ถูกจับกุมไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงก่อนจัดงาน แต่เพราะผู้ต้องหารายนั้นเป็นโอตาคุ และเป็นข่าวขึ้นมาหนาหูว่าเจ้าตัวเคยมาร่วมงานคอมิเกะในฐานะเซอร์เคิล ทำให้ทีมงานต้องรับมือกับสื่อที่ถาโถมติดต่อกันเข้ามา

 

ในงาน C37 – C39 (ธันวาคม 1989 – ธันวาคม 1990) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 10,000 ราย เป็น 13,000 ราย จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นจาก 120,000 เป็น 250,000 ราย ในตอนนั้น Makuharu Messe เพิ่งเปิดให้บริการ เลยมีโรงแรมราคาถูกเกิดขึ้นในแถบนั้นหลายแห่ง ซึ่งเดิมทีห้องพักของคณะผู้จัดงานจะใช้โรงแรมแถว ๆ ท่าเรือจิบะ ซึ่งง่ายต่อการเข้าถึงอาคารของเมสเซ เพียงแค่นั่งรถบัสที่จองไว้มาเท่านั้น

 

ในขณะที่วัฒนธรรมโอตาคุกำลังแพร่กระจายเข้าไปอยู่ตามธุรกิจต่าง ๆ การวางจำหน่ายของผลงานแอนโธโลจี (รวมเรื่องสั้น) จากเรื่องหลักอย่าง “Yoroiden Samurai Trooper” ประกอบกับการรับมือสื่อเมื่อปีก่อน ทำให้การรับรู้ถึงการคงอยู่ของโดจินชิและงานคอมิเกะในสื่อสาธารณะก็เพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากตอนฤดูหนาว 1989 ที่เคยอยู่ที่ 120,000 ราย กลายมาเป็น 230,000 ราย ในฤดูร้อนปี 1990 มีการต่อแถวเข้าคิวยาวจนพันรอบอาคารเมสเซได้รอบนึง

 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1991 มีร้านหนังสือถูกเปิดเผยออกสื่อว่าทางร้านมีการครอบครองโดจินชิที่มีเนื้อหาและภาพในเชิงลามกอนาจาร จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองจิบะเข้าจับกุม หนังสือทำมือดังกล่าวถูกริบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม คณะผู้จัดงานคอมิเกะและผู้ให้เช่าสถานที่จัดงานถูกตำรวจเรียกเข้าพบเพื่อสอบปากคำ ส่งผลให้ทางงานคอมิเกะไม่สามารถขอเช่าสถานที่ของทางเมสเซได้ดังเดิม…

 

ทำให้งาน C40 ที่จะจัดขึ้นในฤดูร้อนปี 1991 นั้น มีการเปลี่ยนเปลี่ยนกำหนดการณ์และสถานที่จัดงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือต้องกลับมาจัดที่ฮารุมิอีกครั้ง จากนั้น เพื่อให้ไม่มีปัญหาเรื่อง “ภาพลามกอนาจาร” ขึ้นมาอีก ระบบการตรวจสอบเล่มตัวอย่างก่อนเริ่มงาน จึงถูกนำมาใช้ และใช้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้

 

ในงาน C40 – C49 (สิงหาคม 1991 – ธันวาคม 1995) จำนวนเซอร์เคิลที่มาร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 11,000 ราย เป็น 16,000 ราย จำนวนผู้เข้างานเพิ่มขึ้นจาก 200,000 เป็น 220,000 ราย งานคอมิเกะที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จะยังจัดที่ฮารุมิต่อไปได้อีกหรือ? การลองผิดลองถูกหลายอย่างเกิดขึ้นในคณะผู้จัดงาน และยังเป็นช่วงที่จำนวนทีมงานเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกด้วย (ภาพทางขวาคืออนุสรณ์ที่ยังเหลืออยู่มาถึงตอนนี้)

 

งาน C41 เป็นครั้งแรกที่งานฤดูหนาวได้เลื่อนวันจัดงานจากช่วงคริสต์มาสมาเป็นช่วงสิ้นปี ซึ่งก็กลายเป็นมาตรฐานนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในงาน C48 เองก็เป็นครั้งแรกที่มีการขยายวันจัดงานเป็น 3 วัน เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 20 ปีคอมิเกะ

 

ในเดือนมีนาคม ปี 1996 มีการจัดงาน “ลาก่อนฮารุมิ! คอมิเกะสเปเชียล” ขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นมา งาน Comiket Special ที่จัดขึ้นอีก 4 ครั้ง ก็จะมีการกำหนดธีมเข้ามาไว้ในชื่อด้วยเสมอ

 

นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 1996 เป็นต้นมา คอมิเกะก็ได้ย้ายมาใช้ Tokyo Big Sight เป็นสถานที่จัดงานมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรกยังไม่มีอาคารขึ้นมากนัก ทั้งที่นี่และในเขตอาริอาเกะ แต่ในปัจจุบันก็เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ

 

และในงานคอมิเกะที่จัดขึ้นใน Tokyo Big Sight สิ่งที่เติบโตขึ้นอย่างมากนอกจากเซอร์เคิล ก็คือบูธออฟฟิเชียล เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างเหล่าผู้ถือสิทธิ์ในเนื้อหาที่อยู่ในบูธออฟฟิเชียลทุกท่าน (จนถึงตอนนี้ก็ขอขอบคุณด้วยนะ)

 

ทั้งเซอร์เคิล ทั้งเกมจีบสาว ทั้ง Touhou Project ทั้งระบบดิจิตอล (และอื่น ๆ) รวมถึงมีเดียรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีความหลากหลายเกิดขึ้นภายในงานแห่งนี้ ทั้ง CGM และ UGC ต่างเป็นสิ่งที่มีความหมายในโลกแห่งสินค้าทำมือ

(CGM หรือ Consumer Generated Media คือสื่อที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง เช่นเดียวกันกับ UGC หรือ User Generated Contents หรือก็คือเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง)

 

นับเป็นเวลา 24 ปีแล้วที่ Comic Market มาใช้สถานที่ของ Tokyo Big Sight ในการจัดงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาการใช้สถานที่จัดงานที่ยาวนานที่สุด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่เราได้ตีพิมพ์หนังสือ “ประวัติศาสตร์ของการครบรอบ 40 ปี” ออกมาเมื่อปี 2015 (จากนี้ไปจะเป็นการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับงาน Air Comiket)

และเรื่องราวประวัติศาสตร์ของงาน Comic Market ที่ทีมงานได้นำมาบอกเล่าผ่านทางทวิตเตอร์ก็ได้จบลงเท่านี้ ซึ่งหลังจากนั้นงาน Air Comiket ก็ได้รับการตอบรับจากแฟน ๆ อย่างอบอุ่น หลาย ๆ ฝ่ายต่างช่วยกันโพสต์รูปจากงานก่อน ๆ ให้เหมือนกับว่าในช่วงวันที่ 2 – 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยังมีงานจัดขึ้นจริง นับเป็นภาพสะท้อนของความเชื่อใจ ความผูกพัน ความเคารพรักที่เหล่าคนการ์ตูนมีให้กับงาน Comic Market ที่พวกเขาคุ้นเคยนั่นเอง

สำหรับทางเรา Akibatan ที่ทีมงานต่างมีประสบการณ์ และความเกี่ยวข้องกับงาน Comic Market ทั้งในฐานะคนเที่ยวงาน และคนออกบูธ ก็หวังว่าสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 จะทุเลาลงในเร็ววัน ให้ทุกอย่างกลับมาดำเนินต่อไปได้เหมือนเดิมเสียที

Source: event コミケの歴史Twitter編 on Twitter