อีกครั้งที่ต้นสนแห่งศาลเจ้าชินเม ได้ปกป้องผู้คนในชุมชนเอาไว้ ตามตำนานท้องถิ่น

หนึ่งในความเชื่อที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของลัทธิชินโต คือความเชื่อที่ว่าในทุกส่วนของธรรมชาติรอบตัวเราล้วนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ และหากเราได้ไปเยือนศาลเจ้าในลัทธิชินโตนี้ เชื่อว่าเกือบทุกแห่งจะได้พบกับ “ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์” (神木 – ชินโบคุ) อย่างแน่นอน และนี่คือเรื่องราวของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าชินเม จังหวัดกิฟุ ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ได้หักร่วงลงมาหลังจากปะทะเข้ากับพายุฝน ที่กระหน่ำเข้ามายังศาลเจ้าเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เทปบันทึกภาพข่าวการล้มลงของต้นสนยักษ์อายุพันปี

ภาพถ่ายโดยทีมงานสำนักข่าวในท้องถิ่น

ด้วยความสูงกว่า 40 เมตร เส้นรอบวง 11 เมตรจากจุดที่หนาที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจกับอายุของต้นสนต้นนี้ ที่น่าจะอยู่ราว ๆ 1,200 – 1,300 ปี โดยในท้องถิ่นที่ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ มีตำนานเล่าขานกันว่าเมื่อนานมาแล้ว ชุมชนบริเวณรอบประสบปัญหาภัยแล้งถึงขั้นสุด ชาวบ้านจึงพากันมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ หลังจากนั้น 7 วัน มีงูสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในตำนานญี่ปุ่น ปรากฎตัวขึ้นและเลื้อยลงไปในดินแถวรากต้นส้น พอชาวบ้านลองไปขุดดูก็พบว่าตรงนั้นมีน้ำสะอาดอยู่ จึงรอดพ้นความแห้งแล้งมาได้

ภาพต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าชินเม ก่อนพายุมาถึง

ต่อมาในสมัยเอโดะ ต้นสนยักษ์ดังกล่าวได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนเมื่อพื้นที่บริเวณรอบศาลเจ้าถูกพัฒนาให้เป็นจุดพักโอคุเตะ (大湫宿 – โอคุเตะจุคุ) หนึ่งในจุดพักบนถนนสายภูเขากลาง (中山道 – นากะเซ็นโด) ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) กับเมืองเกียวโต

ซึ่งต้นสนยักษ์ต้นดังกล่าว มีผู้คนแวะเวียนมาสักการะบูชาตลอดมาตั้งแต่สมัยก่อน

แต่หลังจากการพัฒนาให้เป็นจุดพัก พื้นที่โดยรอบก็ประสบภัยแล้งอีกครั้ง ชาวบ้านจึงพากันไปขอพรที่ศาลเจ้า แต่สิ่งที่ปรากฎขึ้นมาคราวนี้ไม่ใช่งูขาว แต่เป็นงูดำ ที่พยายามชี้ทางให้ชาวบ้านตามมันมาที่ทางฝั่งตะวันตกของต้นสน และที่นั่นชาวบ้านก็ได้พบกับตาน้ำอีกครั้ง จึงได้น้ำมาช่วยชุมชนให้พ้นภัยแล้งได้ในที่สุด ซึ่งในปัจจุบันบริเวณฝั่งตะวันตกดังกล่าว ได้กลายเป็นเมืองที่มีชื่อว่า “มิซึนามิ”

แม้หลายครั้งที่ต้นสนยักษ์ต้นนี้จะนำพาให้ชาวบ้านไปพบกับแหล่งน้ำใต้ดิน แต่กับปริมาณน้ำฝนจากบนฟ้าที่ตกลงมาเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อนนั้นมากเกินไป ซึ่งสถานีดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาในบริเวณใกล้เคียงได้บันทึกเอาไว้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว คือวันที่ 11 – 12 กรกฎาคม มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 1.3 เมตร กระทั่งตัวต้นสนโค่นลงมาที่พื้น เผยให้เห็นรากที่ฝังเอาไว้ใต้ดิน

จากเหตุต้นสนยักษ์ล้มลงนั้น สร้างความเสียหายให้กับอาคารของศาลเจ้า และหลังคาของบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงบางส่วน ยอดของกิ่งบางส่วนยื่นออกมาบนถนน ทำให้ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้จนกระทั่งได้มีการเข้ามาเก็บกวาดในเช้าวันที่ 13 ที่ผ่านมา

เคราะห์ดีที่ครั้งนี้ไม่มีการรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่การสูญเสียสัญลักษณ์ของชุมชนที่อยู่มาด้วยกันกว่าพันปี ก็สร้างความเสียใจให้กับผู้คนในชุมชนที่ผูกพันธ์กับต้นสนยักษ์นี้ไม่น้อย ซึ่งทางตัวแทนของศาลเจ้าก็ยังไม่มีประกาศว่าจะหาต้นใหม่มาทดแทน หรือมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป

ส่วนทางฝั่งชาวเมือง ก็ร่วมกันจัดทำแกลลอรี่รวมภาพต้นสนยักษ์ต้นนี้ เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงสัญลักษณ์ของชุมชนว่ามันยังคงอยู่กับพวกเขาไม่ได้จากไปไหน

Source: NHK News Web via JinGifu ShimbunMizunami City, SoraNews24