คนน้อยลงจนทำให้ธรรมชาติกลับมายึดครองพื้นที่ได้ กระนั้น ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวในชนบทก็เงียบเหงา

ยามเมื่อตะวันตกดินในเมืองทัตสึโนะ จังหวัดนางาโนะเหล่าหิ่งห้อยนับพันได้เริ่มออกมาส่องแสงเกิดเป็นทิวทัศน์แสนสวยงามที่ดึงดูดผู้คนมากมายให้มาเยือน ณ ที่แห่งนี้

แต่ในปีนี้การเต้นรำของบรรดาแสงสว่างดวงน้อย ๆ เหล่านี้กลับต้องไร้ซึ่งผู้ชมเนื่องจากสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 ในปัจจุบันส่งผลให้งานอีเวนท์ชมหิ่งห้อยในปีนี้มีอันต้องยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่งานอีเวนท์ต้องยกเลิกไปแต่ว่าในอีกด้านหนึ่งนั่นก็ทำให้เกิดทิวทัศน์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้บ่อยนักนั่นก็คือภาพของแสงสว่างจากเหล่าหิ่งห้อยที่โบยบินท่ามกลางความมือในยามราตรีโดยปราศจากแสงรบกวนโดยสมบูรณ์

โดยบรรยากาศแบบนี้จะสามารถชมได้แค่เพียงสิบวันเท่านั้นในช่วงต้นฤดูร้อน เพราะหลังจากนั้นคือจุดสิ้นสุดชีวิตของเหล่าหิ่งห้อยตัวน้อย ๆ หลังจากที่ได้หาคู่เพื่อขยายพันธุ์ อันเป็นหนึ่งในสิ่งที่สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตบอกให้ทำ

“โดยที่จริงแล้วพฤติกรรมการส่องแสงนี้เป็นการเกี้ยวพาราสีของเหล่าหิ่งห้อย พวกมันส่องแสงเพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างตัวผู้ และตัวเมีย”, “ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสิบวันนี้พวกมันจะได้พบกับคู่และวางไข่สำหรับปีต่อไป” คุณฟูนากิ คัตสึโนริ จากแผนกท่องเที่ยวประจำเมืองได้บอกกับสำนักข่าว AFP

เมื่อสถานการณ์สมบูรณ์พร้อม ยามที่ไม่มีทั้งสายฝน และสายลมหิ่งห้อยร่วมสามหมื่นชีวิตจะออกมาแสดงเวทมนต์ของพวกมันเป็นเวลาสิบวันในทัตสึโนะเมืองริมแม่น้ำในจังหวัดนางาโนะแห่งนี้

“ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หิ่งห้อยจำนวนมากถูกพบเห็นอยู่ตามริมแม่น้ำเทนริวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20” นายกประจำเมืองคุณทาเคอิ ยาสึโอะกล่าว

แต่ชีวิตน้อย ๆ เหล่านี้ก็ได้ตายไปจนเกือบหมดจากพื้นที่นั้น เพราะการก่อตั้งโรงงานผลิตผ้าไหม และอุตสาหกรรมผ้าอื่น ๆ ถูกตั้งขึ้นที่ต้นน้ำ และก่อให้เกิดมลพิษขึ้นมา

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมืองแห่งนี้ได้พยายามอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และปกป้องเหล่าหิ่งห้อยไว้ ซึ่งในปัจจุบันชีวิตน้อย ๆ เหล่านี้ ก็ได้ดึงดูดผู้คนนับหมื่นให้มาเยือนในเทศกาลหน้าร้อนของทุกปี

“ในช่วงเวลาที่มีหิ่งห้อยมากพอพวกเราก้จะได้พบเห็นทิวทัศน์ของบริเวณนี้ที่ห่อหุ้มไปด้วยแสงสว่างจากเหล่าหิ่งห้อย และดวงดาวในยามราตรีสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ” คุณทาเคอิกล่าว

หิ่งห้อยนั่นมักถูกกล่าวว่าเป็นเหมือนหลักฐานของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ แต่แมลงเหล่านี้จะอยู่รอดได้ก็ภายใต้เงื่อนไขอื่น ๆ ที่พร้อมครบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน

“เพื่อช่วยเหลือเหล่าหิ่งห้อยพวกเราจำเป็นต้องมีหอยทากที่เรียกว่า ‘คาวานินะ’” คุณฟุคุอิกล่าว

หิ่งห้อยนั้นใช้เวลาราว 9 เดือนจากหนึ่งช่วงชีวิตของพวกมันเพื่อเติบโตอยู่ในน้ำจืด และลูกแมลงเหล่านี้ก็เติบโตโดยกินหอยทากชนิดนี้เป็นอาหาร ทางเมืองเองก็ยังได้มีการสร้างสวนสาธารณะที่มีคูน้ำจืดที่ไหลแยกมาจากแม่น้ำ และมีน้ำตกเพื่อทำให้เกิดน้ำอุดมไปด้วยออกซิเจนเหมาะแก่การเป็นบ้านของเหล่าแมลงตัวน้อย ๆ

ความเงียบงันในฤดูผสมพันธุ์ของปีนี้ทำให้พิธีกรรมที่เกิดขึ้นนี้ดูน่าเจ็บปวดยิ่งขึ้นไปอีก คุณทาเคอิกล่าว

“แสงสว่างเหล่านี้มันน่าประทับใจมากเสียจนทำให้ผมรู้สึกว่าตัวผมเองก็ต้องพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเหมือนกัน”

เทศกาลหิ่งห้อยนั้นโดยปกติจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนในหลาย ๆ พื้นที่ของญี่ปุ่น และขั้นตอนในเกี้ยวพาราสีที่สว่างไสวของพวกมันนี้ก็ได้รับการเฉลิมฉลองมาเป็นเวลาเนิ่นนาน

“นี่อาจถือได้ว่าเป็นสุนทรียภาพที่ไม่เหมือนใครอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันมันก็ล้ำค่ากับพวกเรามากเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราจะได้เห็นแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น” คุณทาเคอิกล่าว

ทางคณะกรรมการการจัดงานเทศกาลคุณโคมัทสึ ทัตสึกิกล่าว่าเขารู้สึกว่าเหล่าหิ่งห้อย “ได้มองหาคู่ครองอย่างอิสระมากขึ้นเมื่อไม่มีมนุษย์อยู่รอบ” แต่เขาก็ได้บอกว่าตัวเขาเองนั้นหวังว่างานเทศกาลนี้จะกลับมาจัดได้อีกครั้งในปีหน้า

“หิ่งห้อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้เวลาเติบโตเกือบตลอดปี และออกโบยบินแค่เพียงสิบวันเพื่อให้กำเนิดชีวิตในรุ่นต่อไปก่อนที่พวกมันจะร่วงโรยจากโลกนี้ไป” เขากล่าว “พวกเราต้องการที่จะดูแลพวกมันเพื่อให้แน่ใจว่ามันสามารถวางไข่ไว้สำหรับปีหน้าได้ และเราก็จะสามารถชมการเต้นรำอันแสนงดงามของเหล่าหิ่งห้อยได้อีกครั้ง”

Source JapanToday