Ghost of Tsushima (PS4) นักรบปีศาจแห่งเกาะสึชิมะ

รีวิวหลังจบเกม-ได้ถ้วย Platinum

สรุปสั้น ๆ เกมดีมาก แต่จุดติก็มีไม่น้อย ถ้าลงทุนลงรายละเอียดเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่านี้น่าจะเพอร์เฟคกว่านี้
แต่เกมดี คือเกมดี อย่างไรเสียมันก็เป็นผลงานคุณภาพที่ควรต้องลอง

<เกริ่น>

เกมหยิบจับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ช่วงมองโกลบุกญี่ปุ่นในปี 1274 มาขยายเรื่องราวเกาะหนึ่งที่มองโกลเข้ายึดก่อนรุกรานแผ่นดินใหญ่ โดยพูดถึงนักรบซามูไรบนเกาะที่ยืนหยัดต่อสู้แต่ก็ต้องพ่ายแพ้

และการจะเอาชนะศัตรูจากต่างแดนที่มีวิถีการรบแตกต่างจากซามูไรนั้น จะต้องใช้การสู้รบในแบบที่ซามูไรไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือวิถีของ นักรบปีศาจ

<งานภาพ ★★★★☆>

– จุดขายเด่นสุดของเกมนี้คืองานด้านภาพ การสร้างโลกทัศน์ธรรมชาติฤดูใบไม้ร่วงบนเกาะสึชิมะนั้นละเมียดละไม สวยงาม และตื่นตาในสีสันที่หลากหลาย มุมไหนของฉากก็แคปเจอร์ภาพมาเป็นรูปที่ระลึกได้แทบทั้งหมด

– รายละเอียดบนตัวละครหลักก็ทำได้ดี เช่นพวกอุปกรณ์ ชุดแต่งกาย ที่จริง ๆ มองว่าเกม AAA ยุคนี้ถ้าดรอปกว่านี้ก็น่าจะตกมาตรฐานหรือมีปัญหาบางอย่างแล้วล่ะ

– จริง ๆ จุดที่รู้สึกแปลก ๆ คือ แสงตอนกลางดึก มันสว่างแปลก ๆ ซึ่งสวยดี แต่สวยแบบไม่ชวนรู้สึกเป็นกลางคืน คือเหมือนเราวิ่งอยู่ใต้สปอตไลท์กองถ่าย ในขณะที่แสงแดดตอนกลางวันดันออกเขียว ๆ แถมดูมืดแปลก ๆ กลายเป็นรู้สึกว่าแสงช่วงเช้ากับเย็นดูลงตัวกว่า

– แต่ไม่รู้เพราะเอาเวลาไปลงแรงกับทิวทัศน์ ต้นไม้ใบหญ้ามากไปหรือเปล่า โมเดลของตัวละคร NPC รวมถึงบ้านเรือนทั่วไป มันซ้ำซากอะ ชาวบ้านหญิง หน้าตาและการแต่งตัวเหมือนกันเกือบทุกคน มันขาดความหลากหลายในจุดนี้ วิ่งข้ามหมู่บ้านแล้วเจอชาวบ้านแต่งตัวและหน้าตาเหมือนกันหมดมันเลยรู้สึกน่าเสียดาย

– พอเป็นแบบนี้ ตัวละครหลักเวลาแสดงสีหน้าท่าทาง มันเลยถ่ายทอดมาได้เข้มข้นดี แต่พอเป็นซับเควส ที่เนื้อหาก็เข้มข้นไม่แพ้กัน มันก็เลยดรอป ๆ ไปหน่อย แอบเสียดาย

– หรือจุดที่มันไม่ละเอียดเท่าไร เช่น โมชั่นตอนเก็บไอเท็มไม่มี หรือจงใจเลี่ยงการทำโมชั่นบางอย่างเช่นตอนจุดพลุ ตอนขุดหลุมฝังอะไรบางอย่าง ที่มันเฟดดำไปเลย ก็แอบดูออกนะว่าประหยัดแรง

<เกมเพลย์ ★★★☆☆>
– ส่วนนี้ต้องยอมรับว่า มีส่วนที่ดีมาก และส่วนที่เป็นข้อบกพร่องที่น่าเสียดายอยู่ก็ไม่น้อย

– ส่วนที่ดีที่สุด ก็เห็นจะไม่พ้นระบบต่อสู้ การผสมผสานกระบวนท่าเพลงดาบ การดวลดาบแบบซามูไร ถือว่าออกแบบมาได้มีเสน่ห์ จังหวะการต่อสู้ทำได้ต่อเนื่อง การปัดป้อง การหาจังหวะโจมตี มี hit box ที่ละเอียด และแนวคิดการใช้กระบวนท่าแบบต่าง ๆ รับมือกับศัตรูที่ใช้อาวุธคนละแบบ ก็เป็นอะไรที่ทำให้การเล่นสนุกขึ้น

– นอกจากดาบ ก็ยังมีอาวุธยิงระยะไกล อาวุธนักรบปีศาจจำพวกมีดพก ระเบิดควัน ระเบิดดินปืน และการวางกับดักส่งสัญญาณหลอกล่อ ก็ช่วยให้เกมเพลย์ในด้านต่อสู้มันหลากหลายขึ้น

– แต่ก็มีจุดน่าเสียดายที่ ระบบพัฒนาตัวละครมันค่อนข้างสั้น แล้วตันเร็ว การอัพเกรดท่าเพิ่มเติมส่วนใหญ่ก็มีแต่การเพิ่มความรุนแรงหรือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ค่อยมีรูปแบบการต่อสู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเลย โดยเฉพาะครึ่งหลังของเกม ที่นอกจากศัตรูจะยากขึ้น แต่วิธีรับมือกับมันก็จะไม่ต่างจากเดิม เพิ่มเติมแค่ความระมัดระวัง

– ที่จริงแอบคิดว่า ถ้าเค้าเพิ่มความหลากหลายให้กับศัตรูมากขึ้นไปอีก พร้อมทั้งเพิ่มอาวุธใช้งานแทนดาบได้อีกสักสองชนิด เช่น เพิ่มง้าวแบบของหลวงพี่ หรือ มีดคู่ ที่มันน่าจะเพิ่มมิติของการต่อสู้ให้ลองอะไรใหม่ ๆ ได้อีกในช่วงครึ่งท้าย ระบบต่อสู้คงน่าจดจำกว่านี้

– พอพูดถึงศัตรู อย่างบอสเนี่ย ส่วนใหญ่คือเป็นการดวลดาบหมดเลย ดังนั้นถ้าเป็นศัตรูสายดาบ มันก็เลยจะได้กระบวนท่าดาบแบบเดียวในการรับมือ แล้วพอเราอยากจะลองไปใช้อย่างอื่น เกมก็ยังพยายามบังคับให้เราเปลี่ยนไปใช้รูปแบบเดิมตามที่เกมสั่ง แล้วบอสแบบนี้มันเป็นส่วนใหญ่ของเกมด้วยไง เลยกลายเป็นเหมือนการสู้บอสทุกครั้งมันซ้ำเดิม ๆ กันหมด เปลี่ยนท่าโจมตีนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ภาพรวมก็ไม่ได้ต่างกัน กลายเป็นบอสไฟท์ตัวนึงช่วงท้าย ๆ เป็นตัวเดียวที่ทำให้รู้สึกหลากหลายหน่อย เพราะบอสมีหลายเฟสการต่อสู้

– ทีนี้พอระบบต่อสู้มันตันเร็ว เกมก็ไม่มี element อื่นให้เราได้ทำอะไรเท่าไร คือการสำรวจปีนป่านศาลเจ้าบนยอดเขา วิ่งตามจิ้งจอก มันเป็นองค์ประกอบทางด้านสำรวจที่เหมือน ๆ กันตลอดเกม แต่ที่จะสื่อคือ ถ้ามันทำอะไรอื่น ๆ ได้อีก เช่น หลังจากช่วยหมู่บ้านนึงได้ เราอาจจะได้ทำเควสในการช่วยซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย หาวัสดุมาทำรั้วป้องกัน รวมไปถึงรายละเอียดทางแคชชวลเช่น การหาของป่ามากิน หรือไปจนถึงตกปลา ซึ่งพวกนี้ใส่มามันก็ไม่เกินเลย เพราะซามูไรพเนจรตามเรื่องจริงก็ทำกันแบบนี้ อีกทั้งมันทำให้เหมือนเราได้เป็นส่วนนึงของการช่วยผู้คนอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

– และจุดที่ควรจะเป็นจุดเด่น แต่ก็เป็นจุดบอดไปด้วยคือ element ด้านการลอบเร้นที่เป็นหัวใจหนึ่งของเรื่องราว ส่วนตัวว่ามันตื้นไป โดยเฉพาะปฏิกิริยาของศัตรูที่มันทื่อ ๆ จนเดาทางได้ง่าย คือเกมเล่นง่ายมันก็ดีแหละ แต่มันแปลกไปมั้ยที่วิ่งตัดหน้าศัตรูไปก้มตัวในกอหญ้าแล้วมันก็มองไม่เห็น หรือฆ่าเพื่อนมันคนนึงลงไปนอนตาย อีกคนตกใจส่งสัญญาณโวยวายแปบนึง ก็กลับมาเดินไปเดินมาเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือถ้าเป็นธรรมชาติกว่านี้ มันควรออกแบบให้ศัตรูทั้งค่าย เพิ่มความระมัดระวังตัว อาจจะเปลี่ยนเวย์พอยต์ของมันเลย อะไรแบบนี้ มันจะดูสมจริงกว่านี้ไหมนะ

– อีกจุดนึงที่รู้สึกรำคาญใจมาก คือมันจะมีเควสแนวสืบสวน ที่มีการบังคับให้เรา “ตามรอยเท้า” บ่อยมาก บ่อยเกินไปจนรู้สึกว่าไม่คิดวิธีอื่น ๆ ให้เล่นบ้างเลยเหรอ บางเควสที่ไม่ได้เกี่ยวกับสืบสวนก็ยังพยายามยัดให้มี

– และในเรื่องความซ้ำซากที่ว่านี่ กิมมิคนึงที่ดูทีมสร้างตั้งใจมากคือ “การเปลี่ยนสีอุปกรณ์” ทั้งสีชุดและอาวุธ ที่บางอย่างถึงขั้นเป็นไฮไลท์เกมเพลย์อย่างนึงเลยอย่างการแต่งกลอนไฮกุ แต่ผลของมันก็แค่เปลี่ยนสีพรอพ คล้าย ๆ กับพวกเกมคอมทำ mod เปลี่ยนสีนั่นแหละ เน้นปริมาณเยอะมาก ๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับน่าตื่นตาอะไรเพราะมันไม่ได้มีความหมายโดยตรงกับเกมเพลย์ขนาดนั้น

– พอส่งที่ให้ทำมันน้อย ฉากที่กว้างใหญ่ไพศาล มันเลยเหมือนทำไว้เยอะเกิน พื้นที่ ๆ ไม่ได้ถูกใช้สอย แต่เป็นแค่ทางผ่านก็เยอะมาก ก็น่าเสียดายที่น้ำตกสวย ๆ บางจุด เนินเขาที่ออกแบบการปืนป่ายมาอย่างดีในหลาย ๆ จุดมันถูกใช้ประโยชน์แค่ทางผ่านที่ไม่ค่อยมีความหมายอะไร

– พอสิ่งที่มันมีอะไรให้ทำค่อนข้างน้อย replay value มันเลยน้อยด้วย ถ้าทำเควสมาหมดแล้ว จบเกมปุ๊บก็ไม่มีอะไรให้ทำอีกเลย อัพเกรดอะไรก็อัพจบไปตั้งแต่กลางเกมแล้ว แถมเกมไม่มี new game+ อีก คนที่อยากไปสัมผัสช่วงเนื้อหาเข้มข้น ๆ ก็มีแต่ต้องเริ่มเกมใหม่ สะสมไอเท็มกันใหม่

– สิ่งที่มันขาด ๆ ไปพวกนี้ ถ้ามีใส่มาให้แน่นกว่านี้ได้ เกมมันคงจะเป็นที่น่าจดจำกว่านี้

– แต่ทั้งหมดที่ว่ามา มันก็พอยอมรับได้ ถ้าชอบระบบถ่ายรูปของมันนะ ถึงจะทำอะไรได้น้อย ก็ยังมีวิช่วลสวย ๆ ให้เก็บภาพ นั่นแหละข้อดีที่มี

<เนื้อเรื่อง ★★★★☆>

– เกมมีคัตซีนสองแบบ คัตซีนแบบตั้งใจทำ (เช่น ฉากรบที่โคโมดะตอนเริ่ม หรือคัตซีนสำคัญ ๆ เน้นอารมณ์) กับคัตซีนแบบไม่ลงรายละเอียด ซึ่งอย่างหลังนี่แอบเสียดาย บางซีนเช่น การรวมพลของตัวละครมาประจันหน้าข้าศึก แต่เราได้เห็นแค่ภาพกว้างไกล ๆ แล้วตัวละครยืนคุยกัน มันก็จืดไปอย่างน่าเสียดาย

– แต่ช่างมันเรื่องคัตซีน สิ่งที่ดีของเส้นเรื่องคือ นำเสนอความเปลี่ยนแปลงของชายคนหนึ่งที่ต้องหันมาใช้วิธีการสู้รบเยี่ยงกองโจรที่ไร้ศักดิ์ศรี แต่เพื่อชัยชนะและปกป้องผู้คนเขาก็ต้องยอมทำ มันคล้าย ๆ กับ Batman The Dark Knight ที่มีแก่นแบบนี้เหมือนกัน

– มีจุดนึงที่เราเข้าใจ แต่ก็คิดว่าเกมตกหล่นในการให้น้ำหนักไปนิดก็คือ ฝั่งซามูไรที่ยึดในเกียรติ ที่ดูเหมือนจะโบราณคร่ำครึ และดูขาดไหวพริบในการแก้ปัญหา แต่จริง ๆ เกมมีบอกเป็นระยะ ๆ ว่า การยึดหลักนี้ มันมีไว้เพื่อเป็นแบบอย่างให้ปวงชน ที่นำมาซึ่งระบบระเบียบที่ควบคุมได้ แต่สิ่งที่ตัวเอกทำ มันจะให้ผลตรงข้าม ซึ่งเกมบอกไว้น้อยเกินไป ถ้าเขาให้น้ำหนักส่วนนี้มากหน่อย จะทำให้ผู้เล่นขบคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

– เนื้อเรื่องของตัวละครรอง ๆ ล้วนมีความน่าสนใจหมด ติดก็แต่มันทำคัตซีนไม่ลงทุนนี่แหละ บางช่วงนี่สามารถเน้นความเข้มข้นได้เต็มที่มาก ๆ ไม่แพ้เนื้อเรื่องหลักเลยด้วยซ้ำ

– ส่วนตัวนิดหน่อย ในเกมมันมีการตัดบทตัวละครอยู่สองสามตัวที่เรารู้สึกว่ามันผิดจังหวะไปนิด แอบรู้สึกว่า จริง ๆ พวกเขามีบทบาทให้ทำอะไรได้มากกว่านี้นะ (แต่ก็นั่นแหละ เลยส่งผลไปที่เกมเพลย์มันเลยตันเร็ว) ที่จริงแล้วเหตุการณ์เหล่านั้น ไปใส่ไว้ในช่วงท้าย ๆ ให้มันกลมกลืนกว่านี้อาจจะดูจับยัดน้อยกว่านี้มั้ง

– อย่างไรก็ดี เนื้อหาครึ่งหลังนำเสนอได้อย่างเข้มข้นและแฝงอะไรหลาย ๆ อย่างชวนขบคิดได้เยอะมาก และมีการนำเสนอบีบเค้นอารมณ์ได้ดี แม้ว่าภาพรวมเนื้อเรื่องมันจะแอบเชย ๆ ไปบ้าง แต่ก็เข้าใจว่าเขาตั้งใจให้มันเหมือนหนังซามูไรย้อนยุคแบบภาพยนตร์ของคุโรซาวะด้วย ก็ถือว่าลงตัว

<เสียง ★★★★★>

– ขอไม่พูดมาก ซาวด์และดนตรีประกอบสุดยอดจริง เสริมอารมณ์ได้ทุกเหตุการณ์ ยิ่งท้าย ๆ นี่ความฮึกเหิม ความเศร้า ความแค้น มาเต็มมากเพราะได้เพลงช่วยนี่แหละ

ถามว่าเกมนี้คู่ควรกับ Game of the Year ไหม คือเกมดีและส่วนตัวชอบมาก แต่หลายอย่างที่ว่ามา มันไม่สมบูรณ์แบบพอแฮะ แต่ก็คิดว่าน่าจะได้ในบางรางวัล เช่นพวกรางวัลสาย Art หรือด้านซาวด์ประกอบ หรือด้านแอคชั่น ก็คิดว่าน่าลุ้นพอสมควรเลยล่ะ ใครยังไม่ได้เล่นเกมนี้ก็ขอให้ได้ลองกันครับ
.
.
โดยรวม ★★★★☆ 8/10 ครับ