เมื่อมาตรฐานทางสังคมในการเลือกตัวสินค้าจริง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ, ความเขียมไม่อยากเสียเงินไปกับค่าส่ง และการใช้งานเว็บไซต์สั่งซื้อโดจินชิออนไลน์ที่ยุ่งยาก อาจเป็นกำแพงที่การขายโดจินชิในยุค COVID-19 เป็นไปได้ยากขึ้น

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ทำให้เป็นปีที่อีเวนท์และโดจินชิออกใหม่หายไป ปริมาณของโดจินชิที่ออกใหม่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาลดลงอย่างน่าใจหาย สุดท้ายปี 2020 นี้ก็จะกลายเป็นปีที่ไม่มีการจัดงาน Comic Market เลย แม้จะมีผู้จัดงานอีเวนท์โดจินชิบางส่วนพยายามจะจัดงานขึ้นมาให้ได้ แต่จำนวนเซอร์เคิลผู้มาร่วมงานก็ถูกจำกัดให้น้อยลงเช่นกัน สิ่งที่วงการโดจินชิต้องหวั่นกลัวนอกจากการมาถึงของการจัดงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิค (จนทำให้ต้องย้ายสถานที่จัด) กลับมีความเสียหายจากการทำลายล้างโดย COVID-19 เพิ่มมาอีกอย่างเสียแล้ว

เมื่อไม่มีการจัดอีเวนท์ ไม่ใช่แค่เพียงครีเอเตอร์เท่านั้นที่เสียโอกาสหารายได้ แต่ยังรวมไปถึงออร์แกไนเซอร์ผู้จัดงานและผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจโรงพิมพ์ที่เฝ้ารอโอกาสนี้เช่นกัน โดยจากการสอบถามบริษัทโรงพิมพ์โดจินชิ Eikou ทำให้เราทราบว่าโดยปกติแล้วในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม จะเป็นช่วงที่งานพิมพ์ชุกที่สุด แต่ในปีนี้ยอดพิมพ์ตกลงถึง 70 – 80% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยิ่งมีข่าวว่างาน Comiket รอบสิ้นปีนี้ไม่จัด ยอดพิมพ์ก็จะตกลงไปอีกเช่นกัน แม้จะมีงานอื่น ๆ จัดอยู่บ้าง แต่ยอดขายก็ได้เพียง 50% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ หรืออย่างร้ายอาจจะร่วงไปถึง 20% ก็เป็นได้

แม้ที่ผ่านมาจะมีการเปลี่ยนมาจัดเป็นงาน Air Comiket ก็ตาม แต่ในภาพรวมคือไม่มีเซอร์เคิลไหนกล้าออกงานใหม่เท่าที่เคยเป็น เมื่อไม่ออกงานใหม่ ก็ไม่มีการสั่งพิมพ์ ลงท้ายที่ไม่มีของขาย พังกันทุกฝ่ายทั้งครีเอเตอร์ ทั้งโรงพิมพ์ และผู้อ่าน

หรือบางเจ้าที่สั่งพิมพ์มาแล้ว ก็ต้องหาทาระบายของผ่านระบบร้านค้าออนไลน์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์นั้นกลับไม่ได้รับความนิยมอย่างที่คาดไว้ โดยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์นาม @dash_yariyumi ได้จัดทำโพลขึ้นมาเพื่อสอบถามว่า “เหตุผลใดที่ทำให้รู้สึกว่าการซื้อโดจินชิออนไลน์เป็นเรื่องยุ่งยาก” จากผู้เข้าตอบจำนวน 42,696 ราย ได้คำตอบดังนี้

– ไม่เข้าใจวิธีการใช้งานเว็บไซต์สั่งซื้อออนไลน์ (9.5%)
– รับหนังสือที่บ้านไม่ได้ (15%)
– ไม่มีหนังสือที่อยากได้ (19%)
– ราคาแพง (รวมค่าส่งแล้ว) (56.4%)

ดังนั้น เมื่อมองเห็นว่ามีโอกาสที่จะไม่สามารถจำหน่ายผลงานเล่มใหม่ได้ในจำนวนเท่าที่ต้องการ ครีเอเตอร์หลายรายก็เลือกที่จะไม่ออกงานใหม่เสียเลย กลายเป็นลูปที่จะพาไปสู่ความล้มเหลวของวงการในที่สุด

หนึ่งเหตุผลที่น่าสนใจจากผู้ร่วมโหวต “พอไม่มีงานอีเวนท์ ก็ไม่มีใจอยากจะซื้อโดจินชิ”

จากผลโพลข้างต้นก่อนหน้านี้ มีคนที่คิดว่าการซื้อโดจินชิผ่านช่องทางออนไลน์นั้นเป็นเรื่องยุ่งยากถึง 40,000 ราย ยิ่งไปกว่านั้น มีกว่า 20,000 ราย ที่คิดว่าพอซื้อผ่านช่องทางออนไลน์แล้วราคาจะสูงกว่าปกติจนรับไม่ไหว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจกันได้ว่าราคาที่สูงนั้นไม่ได้มาจากตัวโดจินเอง แต่มาจากค่าขนส่งที่เพิ่มเข้ามาต่างหาก แต่ถ้าเราลองคิดดูแล้ว งาน Comiket ก็เป็นงานใหญ่ที่โอตาคุทั่วญี่ปุ่นรวมถึงจากต่างประเทศยังเดินทางมาร่วมงานกันได้ ฉะนั้นค่าเดินทางก็อาจจะเกินค่าส่งไปแล้วก็ได้ แต่ก็ยังมีกรณีที่มาแบกเองที่งานคุ้มกว่าส่งทางไปรษณีย์ อย่างเช่นกรณีที่มาซื้อเยอะ หรือมีกิจกรรมที่อยากดูอยากชมภายในงาน รับแฟนไซน์จากเหล่าครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแม้แต่การวางจำหน่ายในรูปแบบของ e-book ไม่สามารถมอบให้ได้

อนึ่ง การนำโดจินชิ (กรณีที่ไม่ใช่ผลงานต้นฉบับ) มาวางจำหน่ายในรูปแบบ e-book ในมุมหนึ่งก็ยังเป็นสิ่งที่ดูค่อนข้างจะ “ข้ามเส้น” ไปเป็นการนำเอาผลงานของผู้อื่นไปหารายได้เป็นของตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง วิธีนี้จึงยังเป็นสิ่งที่อยู่ในโซนสีเทา ที่ครีเอเตอร์ยังไม่กล้าลงมือทำนัก

ในคำถามโพลข้างล่างนี้มีผู้ร่วมตอบกว่า 28% มองว่า “หากไม่ได้ไปร่วมงานอีเวนท์ ก็ไม่อยากซื้อโดจินชิเลย” และอีกกว่า 23% ตอบว่า “หากไม่ได้เห็นตัวเล่มจริง ๆ ความอยากซื้อก็ไม่เกิด” เช่นกัน ฉะนั้นจึงอาจอนุมานได้ว่ากว่าครึ่งของเหตุผลที่ไม่อยากซื้อผ่านทางออนไลน์ ก็เพราะคุณค่ามันไม่เท่ากันเมื่อได้ซื้อจากในอีเวนท์จริง ๆ

“โดจินชิก็เหมือนปลาทองที่ช้อนได้ในซุ้มงานเทศกาลฤดูร้อน แต่สิ่งที่เราอยากได้ไม่ใช่ตัวปลา หากแต่เป็นความทรงจำ”

มองจากมุมคนเที่ยวงาน เชื่อว่ามีหลายคนเคยมีโมเมนต์ทำนองว่าพออยู่ในงานอีเวนท์แล้วเห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด จนเกิดเป็นภาพที่เห็นจนชินตาว่าเดินออกจากงานพร้อมกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า แต่พอเปลี่ยนมาสั่งซื้อออนไลน์ กลับมีโมเมนต์ที่สามารถชั่งใจตัวเอง จนสามารถยั้งมือไม่ให้ซื้อทุกอย่างจนเกินตัวได้ หรือบางครั้งก็หมดความอยากได้ไปทันทีเลยก็มี นั่นคือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไปร่วมงานอีเวนท์การ์ตูน ซึ่งต่างจากการสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์ รวมไปถึงการได้พบปะพูดคุยกับเหล่าครีเอเตอร์โดยตรงที่บูธ ทำให้การไปเที่ยว-การได้ซื้อโดจินชิภายในงานอีเวนท์การ์ตูนกลายเป็นความทรงจำที่อยากจะบันทึกเอาไว้ในชีวิต ไม่ใช่แค่เพียงตัวหนังสือโดจินชิเป็นเล่ม ๆ เท่านั้น

ลองนึกถึงภาพสมัยที่งานการ์ตูนยังบูม เราตื่นมาตอนเช้าด้วยความสดใส ตื่นเต้นที่จะได้พบปะกับเพื่อนฝูง ศิลปินที่ชื่นชอบ และเหล่าผู้คนที่เราจะได้พบในงานการ์ตูนเท่านั้น เสร็จงานก็พากันไปกินข้าวเย็นต่อ มันเป็นความสนุกสนานที่จำนวนเงินค่าเดินทางยังดูราคาถูกไปเลยทีเดียว

“ของที่อยากได้จริง ๆ กลับซื้อไม่ได้ เพราะช่องทางออนไลน์ไม่เอื้ออำนวย”

กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามนี้ยกเหตุผลนี้ขึ้นมา เป็นกรณีเมื่อเซอร์เคิลที่เราอยากซื้อผลงานของเขา แต่ด้วยความดังของตัวเซอร์เคิล ทำให้เกิดการแย่งกันกดสั่งซื้อในร้านค้าออนไลน์ บ้างก็กดซื้อได้ บ้างก็อดหมดทางซื้อ ต่างกับการไปยืนต่อคิวในงานที่ยังสามารถลุ้นได้จากการไปยืนต่อคิว แม้คิวจะยาวเป็นกิโล แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนได้มาซื้อ มากกว่าไปรอกดในออนไลน์

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กุญแจสำคัญที่จะทำให้ซื้อทัน ทั้งหมดอยู่ที่ “การเตรียมตัว” ไม่ว่าจะเป็นซื้อออนไลน์หรือต่อคิวหน้าบูธ เริ่มต้นด้วยการดูแคตตาล็อกเลือกผลงานที่สนใจ จึงค่อยศึกษาว่าเป็นผลงานของใคร ตามไปดูตัวอย่างผลงานเพิ่มเติมใน Twitter/Pixiv เพื่อชั่งใจว่าอยากได้จริงหรือไม่ จากนั้นค่อยดูว่าวางจำหน่ายที่บูธ/ร้านค้าออนไลน์เว็บใดบ้าง ราคาเท่าไร ต้องออกไปต่อคิว/รอกดหน้าเว็บตอนกี่โมง และที่ตามมาคือการเตรียมใจ หาช่องทางสำรองไว้ในกรณีที่พลาดจากบูธ หรือจากร้านแรก ที่เว็บไซต์ร้านหนังสือใหญ่ ๆ อาจพอช่วยได้ หรือถ้าอยากได้ชุดของแถมพิเศษ ก็อาจต้องกำเงินหนา ๆ ไปประมูลในร้านค้าออนไลน์ หากสุดท้ายไม่ได้จริง ๆ แล้ว ก็คงต้องตัดใจ

“ผลงานใหม่ที่ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง อาจทำให้หลายคนพลาด ไม่รู้ว่ามีวางขายด้วย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่กระแสข้อมูลไหลเหมือนกับสายน้ำ เราต้องหูตากว้างไกล โดยกลุ่มช่วงวัยของคนที่ซื้อโดจินชิ อยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 40 ปี ก็ยังเป็นวัยที่รับข่าวสารได้รวดเร็วไม่แพ้วัยรุ่น การเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่าครีเอเตอร์ ทั้งทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือแม้แต่ในเว็บบล็อก ก็เป็นช่องทางที่ทำให้พลาดข่าวสารการวางขายผลงานใหม่ ๆ ได้ยากขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามช่องทางเหล่านี้ การรับรู้ข่าวสารผลงานใหม่ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้นในมุมของครีเอเตอร์ ก็ต้องขยันโฆษณาตัวเองหนัก ๆ อย่างที่เห็นใน Twitter หรือ Pixiv ยิ่งมีคนรู้จักมาก การประชาสัมพันธ์ก็ยิ่งได้ผล เพราะถ้าแฟน ๆ ไม่ทราบว่ามีผลงานใหม่อยู่ด้วย เขาก็จะไม่เข้ามาซื้อ

กระนั้น หากเป็นกรณีของงานการ์ตูน ก็ยังมีโอกาสที่คนเที่ยวงานจะได้เจอผลงานที่ถูกใจในตอนที่เดินผ่านบูธต่าง ๆ (ที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อแต่แรก) ซึ่งต่างกับในแบบออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน ครีเอเตอร์จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ อย่างเช่นแฮชแท็ก หรืออาศัยการโฆษณาผ่านเหล่า follow เข้ามาช่วยเหลือในจุดนี้

“แล้วในช่วงนี้ที่ไม่มีอีเวนท์เลย จะวางขายงานอย่างไร”

เมื่อไม่มีงาน ความสนุกสนาน ความตื่นเต้นที่ได้เลือกซื้อโดจินชิจากในงานก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แต่ในฐานะครีเอเตอร์ อย่างน้อยก็ต้องทำให้ผลงานของตัวเองที่ทำออกมาแล้วมีคนซื้อให้ได้ ก่อนที่จะเสียโอกาสตรงนี้ไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

ฉะนั้นการโฆษณาต้องเข้าถึง กรณีที่มีแนวผลงานของตัวเองชัดเจน Pixiv และ Twitter จะช่วยรวมผู้คนที่สนใจงานในแนวเดียวกันให้เข้ามา สิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องทำ คือการโฆษณาผลงานให้ชัดเจน โดยอาจใช้แพทเทิร์นเหล่านี้

หากโพสต์ลง Twitter อาจแบ่งตัวอย่างออกเป็น 3 ภาพ คือ ปกหนังสือ + ตัวอย่างที่น่าสนใจ 2 หน้า พร้อมเขียนรายละเอียดการวางจำหน่ายให้ชัดเจน ดังภาพนี้

– หน้าปกหนังสือ (ต้องใช้แค่ 1 ภาพเท่านั้น)
– ตัวอย่างที่น่าสนใจ 2 หน้า (อาจเป็นช่วงเปิดเรื่อง หรือช่วงก่อนไคลแมกซ์ ให้คนอ่านรู้สึกค้างคาอยากอ่านต่อ)
– แจ้งชื่อเรื่อง แนวเรื่อง (หรือคู่ชิปภายในเรื่อง หากมี) ชื่อกลุ่มเซอร์เคิล คำเตือนอายุที่เหมาะสมของผู้อ่าน
– วันเวลาการวางจำหน่าย หรือวางจำหน่ายภายในงานออนไลน์ใด เป็นต้น
– url เพื่อไปชมตัวอย่าง และ url เพื่อไปยังหน้าร้านค้า
– เรื่องย่อ (หากที่ว่างยังพอเหลือให้เขียนได้)

ส่วนกรณีของ Pixiv นั้นก็คล้ายคลึงกัน ต่างกันแค่สามารถลงตัวอย่าง และเขียนข้อความได้มากกว่า Twitter แต่จะมีความคล่องตัวในการสื่อสารน้อยกว่า และที่สำคัญคือการใช้ประโยชน์จากแฮชแท็ก โดยอาจตั้งขึ้นมาใหม่ด้วยชื่อเรื่อง แนวเรื่อง คู่ชิป ก็ได้ จะยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้น

ที่มา: Twitter @dash_yariyumi via Director D’s note webblog