เรียกว่าเป็นการบาลานซ์ระหว่างหน้าตาทางสังคมของพ่อแม่ กับการตามหาความฝันที่สวนทางกันได้หรือเปล่านะ?

โรงเรียนมัธยมปลายไคเซ เป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ ณ ย่านนิปโปริ โตเกียว ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถาบันศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านผลการเรียนที่ตลอด 39 ปีที่ผ่านมาได้ส่งนักเรียนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น มามากกว่าโรงเรียนมัธยมไหน ๆ

และแน่นอนว่าดีกรีเข้มขนาดนี้การสอบเข้าเรียนที่นี่ก็ต้องไม่หมูอย่างแน่น โดยจากการตรวจสอบเมื่อเร็ว ๆ นี้ทำให้พบว่ามีนักเรียนรายหนึ่งของทางโรงเรียน ซึ่งเมื่อครั้งสอบเข้าเรียนที่นี่ได้ให้ใครคนอื่นเป็นผู้สอบแทน แต่ถ้าคุณกำลังคิดว่านี่มันก็เหมือนเรื่องจ้างคนมาสอบแทนที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ล่ะก็คุณคิดผิดแล้ว เพราะเรื่องนี้มันยิ่งกว่าที่คุณคิดเยอะ

โดยทางโรงเรียนไคเซได้จัดการสอบเข้าขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ และหนึ่งในผู้สมัครสอบที่เราจะขอเรียกเขาว่า “A-คุง” ได้มาปรากฏตัว ณ สนามสอบ และสามารถสอบผ่านได้ด้วยดี ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์เข้าก็ได้เข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศน์ซึ่งมีกี่เดินเรื่องเอกสารต่าง ๆ สำหรับการยื่นเข้าเรียน และแน่นอนว่าเขาเองก็ต้องแสดงบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายเพื่อยืนยันตัวตนเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งตามปกติแล้วพิธีเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษาจะมีขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี อันเป็นการต้อนรับนักศึกษาสู่โรงเรียน พร้อมทั้งการเริ่มต้นคาบเรียนตามปกติ แต่ว่าในปีนี้ด้วยปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้พิธีเปิดการศึกษาจำเป็นต้องถูกยกเลิก “A-คุง” กับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนของเขาก็ต้องเริ่มปีการศึกษาด้วยการเรียนออนไลน์ทั้งหมด ก่อนจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนจริง ๆ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และได้จบการเรียนการสอนในภาคเรียนแรก ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ทางโรงเรียนไคเซได้สังเกตถึงความผิดปกติเกี่ยวกับเอกสารของ “A-คุง” เพราะเขานั้นยังไม่ได้ยื่นสำเนาบันทึกผลการเรียนระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนเดิมให้กับทางไคเซเลย ซึ่งเดิมทีแล้วพวกเขาได้ยืดระยะเวลาส่งเอกสารออกไปเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วมันก็ดูจะแปลกไปเสียหน่อยที่ในเวลาครึ่งปีนี้เขาไม่สามารถส่งเอกสารมาได้ทั้งทางอีเมล หรือเอกสารจริง ทำให้ทางไคเซได้ติดต่อไปทางโรงเรียนมัธยมต้นของเอคุงก่อนจะได้รับข้อมูลว่าเอกสารได้ถูกส่งไปแล้วแต่ไปยังโรงเรียนมัธยมปลายอีกแห่งหนึ่งที่ “A-คุง” ได้ไปเข้าเรียน

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “A-คุง” ไม่ได้จ้างคนมาสอบแทนเพื่อเข้าเรียนที่ไคเซ กลับกันแล้วเขาได้เข้าสอบและสอบผ่านด้วยตนเอง แต่ได้ให้เด็กชายอีกคนนหนึ่งที่เราจะขอเรียกว่า “B-คุง” มาเข้าเรียนทั้งคลาสเรียนออนไลน์ และคลาสเรียนที่โรงเรียนมาตลอดภาคเรียน

มาถึงตรงนี้เรื่องราวก็คงจะชวนเกาหัวพอสมควรแล้วเพราะการที่ “B-คุง” จะเข้าเรียนในฐานะของ “A-คุง” นั้นหมายความว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเรียนแค่ไหน ประกาศนียบัตรจบการศึกษาจากไคเซก็จะตกเป็นของ “A-คุง” ตามชื่อที่ถูกระบุไว้ในทะเบียนนักเรียน ส่วนทาง “A-คุง” ที่น่าจะเป็นผู้วางแผนอันซับซ้อนนี้ก็ใช่ว่าจะเอาเวลาที่ไม่ต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนไคเซไปทำอย่างอื่น เพราะตัวเขาเองก็ยังไปเขาเรียนที่โรงเรียนอีกแห่งตามปกติด้วยชื่อจริงเช่นเดียวกัน นั่นก็แปลว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหาตัวแทนเรียนเพื่อที่จะได้ขี้เกียจอย่างเต็มที่แต่อย่างใด

กลไกของแผนการในครั้งนี้ยังมีหลายส่วนที่ยังดูเป็นปริศนา เพราะแม้ว่าการเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายจะถือเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็ไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับเหมือนชั้นมัธยมต้น นั่นแปลว่า “B-คุง” ที่ไม่ได้เข้าเรียนที่ไหนด้วยชื่อของตนเองเลย ในขณะเดียวกันพ่อแม่ของ “A-คุง” ที่ได้มีชื่อเป็นนักเรียนของไคเซก็ยังคงต้องจ่ายค่าเทอมให้กับทางไคเซตามปกติ

และอย่างที่ได้บอกไปว่าการเรียนมัธยมปลายไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ นั่นก็แปลว่าในการเรียนระดับมัธยมปลายจะไม่มีงบจากทางรัฐบาลมาช่วยเหลือเท่ากับว่าทาง “A-คุง” ยังต้องจ่ายค่าล่าเรียนในกับทางโรงเรียนอีกแห่งที่เขาเข้าเรียนตามปกติ

คำถามก็คือพวกเขาทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร? คำตอบที่ดูจะอธิบายได้ชัดเจนที่สุดก็คือตัว “A-คุง” เองนั้นไม่ได้อยากที่จะเข้าเรียนที่ไคเซ อาจจะด้วยเรื่องของหลักสูตรเข้มข้นเพื่อพัฒนาเด็กสู่รั้วมหาลัยชั้นนำ หรือเรื่องที่ว่าที่นี่เป็นโรงเรียนชายล้วน แต่อาจจะต้องสอบเข้าโรงเรียนนี้เพื่อทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ ด้วยเหตุนี้การส่งตัวแทนไปเรียนที่ไคเซจะทำให้พ่อแม่ของเขายอมปล่อยเขาไปเพราะคิดว่าลูกได้เรียนที่โรงเรียนชั้นนำแล้ว ทำให้เกิดช่องว่างพอที่เขาจะแอบไปเรียนยังโรงเรียนตามเป้าหมายของตนเอง และยังได้รับการศึกษาในระดับมัธยมปลายตามปกติเพื่อนำวุฒิการศึกษาไปใช้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเรียนต่อหรือการหางาน ไม่ว่าตัวเขานั้นจะมีความตั้งใจนำผลการศึกษาจากไคเซที่ตัวเขาไม่ได้เป็นผู้เข้าเรียนไปใช้ด้วยหรือไม่ก็ตาม และนั่นดูจะเป็นคำอธิบายที่เรียบง่ายที่สุดที่จะสอดคล้องกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ได้

และในเมื่อตอนนี้ความลับนี้ก็ได้แตกออกมาแล้ว “A-คุง” ก็ได้ถูกไล่ออกจากทางไคเซ โรงเรียนที่เขาไม่เคยแม้แต่จะไปเข้าเรียนมาก่อน และ “B-คุง” เองก็ถูกห้ามไม่ให้เข้ามายังพื้นที่ของโรงเรียนไคเซอีกต่อไป เพราะในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่เคยถูกระบุเป็นนักเรียนของที่นี่ การจะไล่ออกก็คงจะทำไม่ได้จึงต้องใช้วิธีนี้แทน และด้วยความที่ว่าทั้งสองคนยังเป็นเยาวชนอยู่ข้อมูลในหลาย ๆ ส่วนเช่นเรื่องที่ว่าสองคนนี้มาเจอกันได้อย่างไรจึงไม่ถูกเปิดเผยออกสู่สังคม

Source: The Sankei NewsYahoo! Japan News via Soranews24