ใครว่า COVID-19 จะกระทบชีวิตจนหลายอย่างแย่ลง แต่ในทั้งหมดนั้นก็ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นเหมือนกัน

หลังจากที่ได้เข้าสู่ปีใหม่กันไปแล้ว ผู้คนก็ล้วนคาดหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีหลังจากที่ต้องฝ่ามรสุมอย่างหนักหน่วงในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ว่าในตอนนี้หลังจากเข้าปีใหม่มาได้เกือบเดือน หลาย ๆ ปัญหาก็อาจจะยังไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก

และอย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะเจอมากับตัวกันแล้ว กับการปรับสภาพการทำงานในช่วงสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในปัจจุบัน ที่ทำให้การทำงานต้องเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ หรือทำงานจากบ้านกันเสียเป็นส่วนมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการอินเตอเน็ตรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Biglobe จึงได้จัดทำแบบสำรวจเพื่อถามเหล่าผู้ทำงานที่ต้องปรับสภาพการทำงานมาเป็นการสื่อสารแบบออนไลน์กัน ว่าสิ่งใดที่พวกเขาไม่รู้สึกหวนคิดถึงในการทำงานแบบเดิม

โดยหัวข้อของแบบสอบถามนี้คือ “ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาอะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกเสียเวลา และพลังงานเป็นอย่างมากในการทำงานรูปแบบเก่า?” ซึ่งได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 1000 รายในช่วงอายุ 20-69 ปี และได้ผลสรุปออกมาดังนี้

  1. พูดคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงาน (7.4%)

แน่นอนว่าการพูดคุยหยอกล้อกันทำให้บรรยากาศในที่ทำงานดูมีชีวิตชีวาขึ้น แต่หากคุณมีเพื่อร่วมงานที่พร้อมจะพร่ามสารพัดเรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานออกมาอยู่ตลอดเวลา การได้อยู่เงียบ ๆ อาจจะเป็นอะไรที่ดีกว่า

  1. การไปเยือกออฟฟิศของลูกค้า (13%)
  2. การเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อติดต่อธุรกิจ (14%)
  3. ออฟฟิศของฉัน (14.2%)

การเจรจากันเป็นเรื่องจำเป็นในการประกอบธุรกิจ แต่การเสียเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเดินทางฝ่ารถติดแหงก หรือฝูงคนบนรถไฟฟ้าเพื่อไปเยือนบริษัทคู่ค้าก็เป็นเรื่องแสนน่าเบื่อจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่หลายเรื่องอาจจะจบได้ในการโทรศัพท์ หรือวิดีโอคอลเพียง 15 นาที

บิสซิเนสทริปนั้นในบางครั้งก็เป็นเหมือนกับการกินเวลา และพลังงานของลูกจ้างแบบเต็มสูบเพราะในความเป็นจริงแล้วมันก็อาจจะไม่ได้ต่างกับการย้ายมาทำงานออฟฟิศในสเกลการเดินทางที่ยาวนานกว่ามากแทน

  1. งานเอกสาร (20.7%)
  2. การประทับตรายาง (27.7%)

บริษัทญี่ปุ่นนั้นเรียกได้ว่ามีรูปแบบการทำงานที่ยึดถือกับเอกสารต่าง ๆ เป็นอย่างมาก การที่ขาดเครื่องปรินท์อาจทำให้หลาย ๆ คนงานสะดุดหรือหัวเสียกันได้เลยทีเดียว ต่อให้พวกเขาจะมีไฟล์ดิจิตอลอยู่กับตัวอยู่แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ในญี่ปุ่นเองยังถือเป็นเรื่องปกติว่าเอกสารหลาย ๆ อย่างต้องส่งในรูปแบบกระดาษจริง ๆ เท่านั้น แม้ว่าการส่งแบบดิจิตอลจะสามารถส่งจากที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเดินไปส่งถึงไปรษณีย์ให้ยุ่งยากเลยแม้แต่น้อย

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นความยุ่งยากในด้านเอกสารก็คือสิ่งที่เป็นการยืนยันตัวตนนั้นในเอกสารสำคัญต่าง ๆ ไม่ได้ใช้การเซ็นลายเซ็น แต่เป็นการประทับตรายาง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีเอกสารตัวจริง เพราะแม้ยุคนี้จะมีลายเซ็นดิจิตอล แต่เราไม่มีตรายางดิจิตอลที่ได้รับความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับของจริง

  1. การไปดื่มสังสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับงาน (31.1%)

ประเด็นสำคัญของข้อนี้ก็คือคำว่า “เกี่ยวเนื่องกับงาน” ชาวญี่ปุ่นบางส่วนอาจรู้สึกสนุกที่ได้ออกไปดื่มกับเพื่อนหลังเลิกงาน แต่เมื่อคุณต้องไปร้านเหล้าเพราะหัวหน้าของคุณชวนทุกคนไป และคุณไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำชวนนั้นได้มันก็อาจจะเป็นการสังสรรค์ที่ขมขื่นไม่น้อย

  1. เวลาในการเดินทาง (35.4%)

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเรียกได้ว่าขึ้นชื่อในเรื่องของราคาที่ดินที่แพงมาก และแม้ว่าบริษัทจะสามารถทุ่มทุนเพื่อหาที่ใจกลางเมืองมาเป็นที่ตั้งบริษัทได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างจะทำได้เช่นกัน (เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศ) ระยะเวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเพื่อไปทำงานนั้นถือเป็นเรื่องปกติของญี่ปุ่นเพราะพวกเขาต้องเดินจากบ้านไปยังสถานี และจากสถานีไปยังที่ทำงานอีกต่อ และยังมีเรื่องของความหนาแน่นในช่วงเวลาเร่งรีบที่ทำเอารถไฟอัดกันแน่นกว่าปลากระป๋อง ทำให้การได้ทำงานจากที่บ้านไมต้องไปเหนื่อยกับการเดินทางกลายเป็นสวรรค์ไปเลย

และสิ่งที่ทำให้พนักงานต่าง ๆ รู้สึกชอบในการทำงานรูปแบบใหม่ไม่ได้มีเพียงจากการขจัดสิ่งที่พวกเขาเกลียดออกไปเท่านั้น โดยจากการสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านบวกคำตอบส่วนใหญ่ก็มีทั้ง การได้ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น 14.5%, มีเวลาให้คิดเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น (19.2%) และรู้สึกผ่อนคลาย และไม่ต้องเร่งในกิจวัตรประจำวัน (30.4%)

อย่างไรก็ดี ไม่ได้แปลว่าการทำงานรูปแบบนี้จะไม่มีข้อเสีย แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

Source: @Press