กว่า 4 ปีในชั้นศาล จนชัยชนะเป็นของฝ่ายอดีตนักเรียน แต่ไม่ใช่ในประเด็นที่เธอต้องการต่อสู้

ปัญหาการกระทบกระทั่งกันระหว่างความเป็นจริงตามสภาพกำเนิดของตัวนักเรียน กับกฏระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายและทรงผมในโรงเรียน ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ว่าข่าวที่เรานำเสนอนี้อาจเป็นอีกหนึ่งมุมที่แสดงให้เห็นถึงการ “รุกคืบ” ของฝ่ายนักเรียนผู้ถูกกฎระเบียบและค่านิยมของผู้มีอาวุโสในโรงเรียน “ล่วงละเมิด” ก็เป็นได้

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่โอซาก้า ในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดไคฟุคัง ของเมืองฮะบิกิโนะ เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เข้าเรียนเมื่อปี 2015 ถูกบังคับให้ย้อมผมจากสีน้ำตาลเป็นสีดำตามกฎโรงเรียน แม้ว่าเธอจะยืนยันว่าเป็นสีผมธรรมชาติตั้งแต่เกิด แต่ฝั่งครูก็อ้างว่ารากผมของเธอเป็นสีดำ จึงเชื่อว่าสีน้ำตาลนั้นมาจากการย้อมสีโดยละเมิดกฎโรงเรียน

ซึ่งเด็กสาวคนดังกล่าวได้รับแจ้งว่าหากไม่ย้อมผมเป็นสีดำก็ไม่ต้องมาโรงเรียน ทำให้เธอเกิดความเครียดและกดดันจนไม่กลับเข้ามาเรียน ทางโรงเรียนจึงได้ลบชื่อจากผังที่นั่งและรายชื่อของนักเรียนออกไป ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เด็กสาวตัดสินใจที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 2.2 ล้านเยน จากโรงเรียนดังกล่าว ในปี 2017

และเมื่อวันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลแขวงโอซาก้าได้มีคำตัดสิน โดยผู้พิพากษา Yokota Noriko พบว่าไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ถูก หรือผิดทั้งหมดในเรื่องนี้ โดยโรงเรียนก็มีกฏระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างในเรื่องของสีผมก็เพื่อใช้รักษาระเบียบวินัยของนักเรียน การออกคำสั่งจึงเป็นไปตามดุลยพินิจของทางโรงเรียน กระนั้นก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าโรงเรียนได้ “บังคับ” ให้โจทก์ต้องไปย้อมสีผม เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ารากผมของโจกท์เป็นสีดำ เจตนาของทางโรงเรียนจึงเป็นไปเพื่อให้สีผมของโจทก์กลับไปเป็นสีธรรมชาติเท่านั้น

ถึงจะรอดพ้นประเด็นบังคับให้ย้อมสีผมไปได้ แต่ศาลก็มีคำตัดสินกับการกระทำของบุคลากรในโรงเรียนจากเหตุการณ์นี้ ในเรื่องการลบชื่อโจทก์ออกจากบัญชีรายชื่อนักเรียน โยกย้ายที่นั่งของโจกท์ออกจากห้องเรียน และทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงและเกียรติยศของโจกท์ ด้วยการนำชื่อของโจทก์ไปกล่าวถึงในฐานะของนักเรียนที่มีพฤติกรรมชั่วช้า เพื่อเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนคนอื่น ๆ  ทำให้ศาลตัดสินให้จังหวัดโอซาก้าในฐานะจำเลย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 330,000 เยน ให้กับโจทก์

ไม่เพียงเรื่องจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับนั้นน้อยกว่าที่เรียกร้องเป็นอย่างมาก แต่ยังมีประเด็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เพียงพอในกรณีที่โรงเรียนตัดสินไปเองว่าผมของโจทก์นั้นต้องเป็นสีดำเท่านั้นห้ามเป็นสีอื่น (โดยอ้างว่าเพื่อรักษาระเบียบให้นักเรียนทุกคนเป็นเหมือน ๆ กัน) ที่ทำให้โจทก์ไม่พึงพอใจกับคำตัดสิน อีกทั้งฝ่ายทนายโจกท์ยังชี้ให้เห็นว่าศาลไปให้ความสนใจกับประเด็นสีของรากผมตามคำอ้างของฝ่ายจำเลยมากเกินไปจนไม่ได้สนใจว่าส่วนอื่นของผมนั้นเป็นสีอะไร ซึ่งเรื่องแบบนี้หากเทียบกับกรณีของบอร์ดศึกษาธิการโตเกียว ที่มีการทำความเข้าใจเรื่องสีผมธรรมชาติของนักเรียนที่อาจไม่เป็นสีดำเสมอไป แล้ว ยังถือว่ามีจิตสำนึกที่ห่างชั้นกันอีกเยอะ

ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ฝ่ายโจทก์และทนายแสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน ส่วนทางโรงเรียนไม่ได้มีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์และเผยว่าเป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนจะต้องทำความเข้าใจต่อตัวนักเรียนและผู้ปกครองให้มากขึ้นนับจากนี้ไป

Source : Mainichi Shimbun
Featured Image: Pakutaso