หลังจากรอกันมากว่า 8 ปี ในที่สุด “ภาคต่อ” ของ Rebuild of Evengelion ซึ่งจะเป็น “ภาคจบ” ของภาพยนตร์ซีรี่ส์นี้ ก็ได้ออกฉายแล้ว และก็สมการรอคอยเพราะทำรายได้อย่างถล่มทลายในญี่ปุ่นแม้จะเป็นช่วงที่สถานการณ์ไวรัสระบาดจะยังไม่สงบดีนักก็ตาม

ภาคต่อ และ ตอนจบ ที่ใช้ชื่อว่า EVANGELION 3.0+1.0 Thrice upon a time ก็ได้ประจักษ์ต่อสายตาแฟน ๆ

และหนึ่งในทีมงานของ Akibatan ที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ก็ได้รับชมภาพยนตร์ภาคนี้ตั้งแต่เข้าฉายวันแรกเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้น ก็มารีวิวให้อ่านกันเรียกน้ำย่อยครับ (ไม่สปอยล์เนื้อหาส่วนสำคัญ)

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกของเอวานเกเลียนที่นำเสนอถึง “ความสุข”

เรื่องราวนั้นเดินเรื่องต่อจากภาค 3.0 เลย ดังนั้นอย่างน้อย ๆ ที่สุดคือทุกคนต้องรู้เนื้อหาของ Rebuild of Evangelion ตั้งแต่ 1.0 มาจนถึง 3.0 เสียก่อน และมีอีกหลาย ๆ ส่วนที่อ้างอิง หรือพาดพิงไปถึง Neon Genesis Evangelion ซีรี่ส์แรก และ The End of Evangelion ด้วย ดังนั้น นอกจากจะเพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาอย่างสมบูรณ์แล้ว การจะเข้าถึงความรู้สึกทั้งหมดที่ผู้กำกับอยากจะถ่ายทอดออกมา ก็ควรจะได้ผ่านเรื่องราวทั้งหมดของฉบับอนิเมชั่นที่ผ่านมาทุก ๆ ภาค ทุก ๆ เวอร์ชั่นครับ

เนื้อหาของภาคนี้เริ่มด้วยเหตุการณ์ตามคลิปโปรโมต 10 นาทีแรกของภาพยนตร์ ที่กลุ่มของพวกมิซาโตะ ออกปฏิบัติการชิงพื้นที่ ๆ ปารีส เพื่อทำการปักเสาสีดำที่มีประสิทธิ์ภาพในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีแดงที่พังทลาย ให้กลับมามีสภาพปกติได้ และเก็บกู้อุปกรณ์ที่จะใช้กับเครื่องเอวานเกเลียน 02 ที่พังชำรุดในภาคที่แล้ว ให้กลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง ในขณะที่พวกชินจิ อาสึกะ และเรย์ ก็ยังคงเดินทางเร่ร่อนในดินแดนที่พังทลาย แต่ก็มี “กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง” มาพบและช่วยเหลือพวกเขาไว้ และกลุ่มคนพวกนี้เอง ก็จะนำพาเรื่องราวที่จะช่วยตอบหลาย ๆ ข้อสงสัยของภาค 3.0 ได้มากขึ้น

ในภาค 3.0 เป็นเหตุการณ์ Timeskip ที่ข้ามเรื่องราวที่เกิดขึ้นท้ายภาค 2.0 มาถึง 14 ปี โลกทั้งใบพังทลายกลายเป็นสีแดง และเกิดเรื่องราวมากมายที่ชวนงุนงงและเต็มไปด้วยคำถาม แต่สำหรับภาคนี้ (3.0+1.0) จะพาเราไปดูแง่มุมบนโลกสีแดงนี้ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และสิ่งที่ตัวเอกได้ประสบพบเจอ จะสอนให้เหล่า “นักขับเครื่องเอวา” ได้รู้จักกับชีวิตอีกรูปแบบที่พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน และสัมผัสได้ถึงการสื่อใจเข้าหากัน

จุดนี้จะตรงข้ามกับที่ผ่าน ๆ มา ที่เรื่องราวพร่ำบอกเราแต่ “ทฤษฎีตัวเม่น” ที่หากเข้าหากันก็จะถูกหนามทิ่มแทงจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย แทนค่าการตั้งกำแพงที่คนสองคนจะเข้าถึงกันและกันได้

ภาคนี้กลับมุมทุกอย่างเป็นการ “เปิดใจเข้าหากัน”
สิ่งเดียวที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงอคติที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน

หากจุดจบใน The End of Evangelion ได้บอกเราว่า จุดสิ้นสุดของทุกสิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อกำแพงแห่งจิตใจสลายไป ทุกชนิดจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งนั้นจะมีความหมายอะไร ในเมื่อความทุกข์ก็ไม่มี ความสุขก็ไม่เกิด และชีวิตนั้นจะคงอยู่เพื่อเจตจำนงอะไร?

ภาคนี้เปรียบเสมือนการ “คัดค้าน” สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนำพาเราไปสู่บริบทใหม่ ๆ ของ Evangelion ว่าการสลายกำแพงจิตใจ โดยที่แม้ว่าเรายังคงมีความทุกข์อยู่เพียงใด แต่ก็สามารถเผชิญหน้ากับมันได้อย่างเข้มแข็ง หากเราไม่ทอดทิ้งความสุขที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเราที่เป็นดั่งยาเติมพลังใจให้กับเรา

ความสุขสำหรับบางคน คือการได้พบกับคนที่รักเขา
และความสุขสำหรับบางคน ก็คือการได้มีอิสระ

Evangelion 3.0+1.0 มีแง่มุมต่อโลกและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในทางบวกอย่างเหลือเชื่อ
เพราะไม่เคยมี Evangelion ภาคไหน ๆ ให้ความรู้สึกแบบนี้มาก่อนครับ อาจจะเป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วรู้สึก “อิ่มเอิบ” ก็เป็นได้

และอ่านถึงตรงนี้ อาจจะงงว่า เฮ้ย นี้มันหนังโลกสวยหรืออะไรหรือเปล่า แล้วฉากแอคชั่นอันตื่นตาอลังการงานสร้างล่ะเป็นอย่างไร ส่วนนี้ต้องบอกว่า ยังคงมีฉากต่อสู้ที่ตื่นตาไม่น่าผิดหวังครับ เราจะได้เห็นทั้งแมคคานิคที่แปลกตา และการสาดกระสุนกันดุเดือด และไฮไลท์ที่ต้องขอบอกใบ้ว่า ยานวุนเดอร์ของมิซาโตะนั้น ก็มีฉากสู้รบกลางเวหาที่น่าประทับใจหลายฉากเลย ซึ่งมีบางซีนชวนรู้สึกถึงความบ้าพลังระดับกุเรนลากันน์ และบางตอนก็มีกลิ่นอายของอนิเมชั่นไซไฟอวกาศยุค 80-90 มาก

แต่จุดหนึ่งที่ผู้เขียนก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการจงใจหรือเป็นข้อบกพร่อง ก็คือในช่วงท้ายเรื่องนั้น มีหลายฉากที่ภาพกลายเป็นลายสเก็ตช์ขาวดำบนกระดาษ ที่บางฉากเป็นงานวาดหยาบ ๆ ขึ้นฉายบนจอพร้อมกับเสียงพากย์ ที่อธิบายได้ยากว่านี่คือการเผางานหรือการจงใจสื่อความหมายบางอย่างเพิ่มเติม

และภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวมากถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวและเนื้อหา ที่เรียกได้ว่ามันควรจะเป็น เรื่องเดียวกับภาค 3.0 เลยครับ

ภาค 3.0 เราจะเห็นว่าเนื้อเรื่องนั้นมีสั้นนิดเดียว ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก เพราะส่วนที่เหลือของมันคือเนื้อหาทั้งหมดของ 3.0+1.0 นี้เอง แต่กระนั้น หลาย ๆ อย่างที่เนื้อเรื่องเคยตั้งคำถามไว้ ก็มีเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่ตอบเรา แต่บางเรื่องก็ถูกปล่อยผ่านไปราวกับเป็นเพียงการตั้งคำถามลอย ๆ ให้ผู้ชมไปปะติดปะต่อกันเอาเอง

และสุดท้าย
ภาคนี้คือตอน “อวสาน” จริง ๆ หรือไม่

“ใช่ครับ”
เพราะฉะนั้น ความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกที่เราได้รับจากเอวานเกเลียนภาคนี้ แง่มุมทางบวกที่ทำให้เราอิ่มเอิบ อาจเป็นส่งท้ายที่ผู้สร้างอยากให้แฟน ๆ ที่ติดตามกันมานานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ซีรี่ส์แรก ได้ร่วมปิดฉากเรื่องราวนี้ลงอย่างไม่ติดค้างในความรู้สึกก็เป็นได้