โลกเปลี่ยนไป กฎระเบียบก็ต้องเปลี่ยนตาม ไม่มีอะไรยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ข้อถกเถียงเกี่ยวกฎระเบียบในโรงเรียนได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในญี่ปุ่น หลังจากที่มีผู้คนจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนความเหมาะสมของกฎใหม่จากการที่มีการเปิดเผยออกมาว่ามีนักเรียนถูกบังคับให้ย้อมสีผมจากสีผมตามกำเนิด หรือแม้แต่ต้องโชว์ชั้นในให้อาจารย์ดูเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

กฎเหล่านี้มีการตั้งไว้ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศมาหลายทศวรรษแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาความเป็นแบบแผนที่เหมือนกันในหมู่นักเรียน แต่ว่าหลังจากที่มีนักเรียนที่มีสีผมตามกำเนิดเป็นสีน้ำตาลถูกบังคับให้ย้อมเป็นสีดำเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของโรงเรียนเรื่องห้ามย้อมสีผม และระเบียบในคู่มือนักเรียนที่ระบุว่าชั้นในของนักเรียนต้องเป็นสีขาว หรือสีเบจด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัย ทำให้มีผู้เป็นกังวลว่านี่จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือไม่

เมื่อคุณเกิดมาผมสีน้ำตาลแต่กลับต้องถูกบังคับให้ย้อมผมเป็นสีดำ

และด้วยความกังวลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ทำให้ทั้งทางโรงเรียน และคณะกรรมการการศึกษาของจังหวัดต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภายนอกให้มีการทบทวนกฎระเบียบที่ล้าหลังเหล่านี้ โดยมีการเรียกว่ากฎเหล่านี้ “กฎโรงเรียนสีดำ” เพื่อแสดงถึงลักษณะเชิงลบของพวกมัน แต่ก็นับว่ายังดีที่ดูเหมือนแรงกดดันเหล่านี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปหลังจากที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางจังหวัดซากะได้ออกมาประกาศยกเลิกกฎการตรวจสีชั้นใน และสีผม และล่าสุดจังหวัดฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่นอย่างจังหวัดมิเอะก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าจะทำตามด้วยเช่นกัน

โดยทางคณะกรรมการการศึกษาของจังหวัดมิเอะได้ระบุว่าตั้งแต่ใบไม้ผลินี้เป็นต้นไปโรงเรียนรัฐทั้งหมดในจังหวัดจะยกเลิกกฎเกี่ยวกับสีผม และทรงผม, สีของชั้นใน และการคบหากันของนักเรียน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการสำรวจข้อมูลในปี 2019 ซึ่งพบว่าจากโรงเรียนรัฐ 54 แห่งในจังหวัดมีถึง 24 แห่งที่ห้ามการตัดผมทรงทูบล็อก (สั้นด้านหลัง และข้าง), 17 แห่งที่ให้นักเรียนส่งแบบฟอร์มระบุสีผม และคุณภาพผมเพื่อตรวจสอบว่ามีการย้อมผมหรือไม่ และ 18 แห่งห้ามไม่ให้นักเรียนคบกันแบบคู่รัก

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนอีกสองแห่งที่ระบุว่าเสื้อผ้าใด ๆ ที่อยู่ใต้เครื่องแบบต้องเป็นสีอ่อนเพื่อให้มองเห็นผ่านเสื้อได้ยาก

“ไม่มีอีกแล้วกับการตรวจสีชั้นใน”

ซึ่งกฎเหล่านี้ได้ถูกยกเลิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ตัวแทนจากแผนกแนะแนวนักเรียนของคณะกรรมการศึกษาได้อธิบายถึงกฎเหล่านี้ว่าสิ่งตกข้างจากอดีตนั้นไม่เหมาะสมการกาลเวลาปัจจุบันอีกต่อไป

ในครั้งนี้ถือได้ว่าทางคณะกรรมการการศึกษาประจำจังหวัดเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงต่อโรงเรียน และสมาคมผู้บริหารในการทบทวนกฎระเบียบของโรงเรียน ณ ที่ประชุม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายแนะแนวและให้คำปรึกษามาเข้าร่วมในการประชุมด้วย

โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นได้สนับสนุนให้คณะกรรมการการศึกษาในแต่ละจังหวัดสอบถามกับโรงเรียนต่าง ๆ ถึงการทบทวนนโยบายของทางโรงเรียน โดยได้มีการส่งจดหมายแจ้งเตือนไปยังคณะกรรมการทั่วประเทศเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ดูเหมือนจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างต่อระบบการศึกษาให้ตามทันกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และทำให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง อาจารย์ และผู้คนในสังคมเกิดความสบายใจ

Source: Mainichi Shimbun
Images: Pakutaso